DEV Community

Cover image for Concurrency ใน Go ตอนที่ 2: Channel
Perajit
Perajit

Posted on

Concurrency ใน Go ตอนที่ 2: Channel

ตอนที่ 2 ของบทความ "Concurrency ใน Go" เราจะมาพูดถึงวิธีการที่แนะนำให้ใช้สื่อสารกันระหว่างหลายๆ goroutine ซึ่งก็คือ Channel

Channel

แนวทางการสื่อสารสำหรับ concurrency ตาม best practice ก็คือ

"Do not communicate by sharing memory; instead, share memory by communicating."

ดังนั้น ในการสื่อสารระหว่างหลาย routine ปกติเราจะไม่แก้ค่าในตัวแปรกลาง แต่จะใช้การรับส่งค่าผ่าน channel แทน

โดย channel จะเป็นตัวแปรแบบ typed ต้องกำหนดตั้งแต่เริ่มว่าตัวแปรที่จะส่งค่าเป็นประเภทไหน

  • การส่งค่าเข้าไปยัง channel เขียนแบบนี้ c <- v
  • การรับค่าจาก channel เขียนแบบนี้ <- c

โดยที่ c คือ channel, v คือค่าตัวแปร

ตัวอย่าง

func multiply(v1 int, v2 int, c chan int) {
  c <- v1 * v2
}
func main() {
  c := make(chan int)
  go multiply(1, 2, c)
  go multiply(3, 4, c)
  a := <- c
  b := <- c
  fmt.Println(a * b)
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

จะเห็นว่าไม่มีการใช้ WaitGroup แต่ก็ main ก็ไม่ได้จบไปก่อน นั่นก็เพราะว่า channel มีกลไก blocking อยู่แล้ว มันจะหยุดรออัตโนมัติเมื่อพยายามรับหรือส่งข้อมูล

  • บล็อกการส่งค่าเข้าใน channel จนกว่าค่าที่ค้างอยู่จะถูกรับออกไป
  • บล็อกการรับค่าจาก channel รอจนกว่าจะมีค่าส่งเข้ามา

หมายความว่า เราสามารถใช้ channel เพื่อการรอในลักษณะคล้ายๆ กับ WaitGroup ก็ได้ เช่น ใช้ channel bool เพื่อรอสัญญาณว่างานจบแล้ว

ready := make(chan bool)
go foo(ready)
<-ready
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

มันจะรอจนกว่า foo() จะส่งค่า true เข้ามาใน ready (ซึ่งจริงๆ จะส่ง false ก็ทำงานได้ แต่ตามหลักควรส่ง true)

สังเกตว่าเราไม่ได้รับค่าออกไปใช้เลย เราแค่รอให้มีการส่งค่าเข้ามาใน channel เฉยๆ

ในการใช้งาน channel ในการรับค่าเป็น stream ปกติแล้วเรามักจะวนรับค่าโดยใช้ for range

func producer(c chan int) {
  for i := 1; i <= 5; i++ {
    fmt.Println("Sending", i)
    c <- i
    time.Sleep(500 * time.Millisecond)
  }
  close(c)
}
func main() {
  c := make(chan int)
  go producer(c)

  for i := range c {
    fmt.Print("Receiving", i)
  }

  fmt.Println("Done")
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

close(c) คือการสั่งปิด channel เพื่อไม่ให้ลูปของเราค้างรอค่าไปเรื่อยๆ เนื่องจากในฝั่งผู้รับเราใช้ for range ซึ่งจะไม่จบลูปจนกว่า channel จะปิด (กรณีที่ลูปเป็น 1:n ก็ไม่จำเป็นต้องสั่ง close() เพราะมีจำนวนลูปที่แน่นอนอยู่แล้ว)

หมายเหตุ: ให้สั่งปิด channel ที่ฝั่งผู้ส่งเมื่อฝั่งผู้รับจำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลหมดแล้ว การสั่งที่ฝั่งผู้รับจะเสี่ยงเกิด Panic ถ้าฝั่งผู้ส่งยังพยายามส่งข้อมูล

Buffered Channel

โดย default channel จะไม่มีความจุ (capacity = 0) หมายความว่ารับส่งค่าได้ทีละค่า และมันจะบล็อกการทำงานอย่างที่บอกไป แต่เราสามารถกำหนดค่า capacity หรือ buffer ให้กับ channel ได้ เพื่อให้มันทำงานต่อโดยไม่บล็อกจนกว่า buffer จะเต็ม เราจะเรียก channel แบบนี้ว่า buffered channel

c := make(chan int, 3)
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

เลข 3 ที่เรากำหนดคือ capacity (buffer) ของ channel

ในกรณีนี้

  • เราจะส่งค่าให้ channel ได้ 3 ค่าโดยไม่มีการบล็อกแม้จะไม่มีการดึงค่าออกจาก channel เลย แต่จะบล็อกหลังจากการส่งค่าครั้งที่ 4
  • ไม่บล็อกการรับค่าจาก channel จนกว่าไม่มีค่าค้่างอยู่ใน buffer

สำหรับ unbuffered channel ก็เหมือนการับส่งของกันด้วยมือ ส่วน buffered channel จะเหมือนการมีช่องรับของเพิ่มมาให้ฝากของไว้ได้ มีประโยชน์ในเคสที่ผู้รับกับผู้ส่งทำงานด้วยความเร็วต่างกันชั่วคราว เช่น มี producer กับ consumer ที่มีโอกาสที่บางช่วงจะทำงานช้ากว่าหรือเร็วกว่ากัน ถ้าไม่มี buffer เลยก็จะต้องรอกันไปมา การใช้ buffer จะช่วยให้รันได้ต่อเนื่องลื่นไหลขึ้น

Channel Direction

ตอนที่ส่ง channel เข้าไปเป็น parameter ในฟังก์ชั่น เราสามารถกำกับทิศทางของ channel ได้ด้วย

  • ส่งได้อย่างเดียว: func producer(c chan<- int)
  • รับได้อย่างเดียว: func consumer(c <-chan int)

Select Statement

การใช้ select จะคล้ายๆ กับ switch คือควบคุมการทำงานโดยเช็คค่าเงื่อนไข แต่สำหรับ select จะใช้จัดการกับ channel

โดยที่ select จะบล็อกการทำงานไว้จนกว่าจะมี case ใดเคสหนึ่งเป็นจริง

สามารถใช้ในกรณีอย่างเช่น มี 2 channel ที่เราไม่รู้ว่าค่าจะมาลงที่ channel ไหน แต่เราสนใจแค่ channel ที่ได้รับค่าก่อน

func main() {
  c1 := make(chan string)
  c2 := make(chan string)

  go func() {
    time.Sleep(1 * time.Second)
    c1 <- "A"
  }()

  go func() {
    time.Sleep(2 * time.Second)
    c2 <- "B"
  }()

  select {
  case res := <-c1:
    fmt.Println("Received from c1", res)
  case res := <-c2:
    fmt.Println("Received from c2", res)
  }
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

select จะรอจนกว่าจะมีข้อมูลจาก c1 หรือ c2 (ซึ่งจากโค้ดก็คือ c1) และจะจบการทำงาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นข้อความแค่ "Received from c1"

หรือเราอาจจะใช้เลือกเคสที่มีการรับหรือส่งค่าก่อน เช่น

select {
case a := <- inChan:
  fmt.Println("Received a", a)
case outChan <- b:
  fmt.Println("Sent b", b)
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

นอกจากนั้นก็ยังมีเทคนิคที่ใช้กันบ่อย เช่น

1) การทำ timeout
สำหรับกรณีที่ไม่มีข้อมูลส่งมาในเวลาที่กำหนด เราจะใช้รูปแบบนี้

select {
case res := <-c1:
  fmt.Println("Received from c1", res)
case <- time.After(5 * time.Second)
  fmt.Println("Timeout")
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

2) การใช้ default
สำหรับกรณีที่จะไม่หยุดรอเลย เช่นในกรณีที่ channel ถูกบล็อกอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้โปรแกรมค้าง

select {
case res := <-c1:
  fmt.Println("Received from c1", res)
default:
  fmt.Println("No message")
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

3) ใช้เพื่อหยุดการทำงาน

select {
case res := <-c1:
  fmt.Println("Received from c1", res)
case <-abortChan
  fmt.Println("Abort")
  return
}
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

Top comments (0)