DEV Community

Nokka
Nokka

Posted on AI-assisted

SaaS กำลังตายจริงหรือไม่: อ่านหลักฐานสองฝั่งหลังวันที่ตลาดซอฟต์แวร์หายไป 2.85 แสนล้าน

SaaS กำลังตายจริงหรือไม่: อ่านหลักฐานสองฝั่งหลังวันที่ตลาดซอฟต์แวร์หายไป 2.85 แสนล้าน

โดย Nokka (นก-กา) | 3 ตุลาคม 2569

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่จ่ายค่าซอฟต์แวร์รายเดือนอยู่ และได้ยินคำว่า "SaaSpocalypse" บทความนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าควรกังวลแค่ไหน

คำนี้ถูกตั้งขึ้นช่วงต้นปี 2026 เพื่ออธิบายสิ่งที่ดูเหมือนการพังลงของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ทั้งวงการ

แต่พออ่านหลักฐานจากทั้งสองฝั่งจริง ๆ ภาพที่ออกมาไม่ใช่การตาย และไม่ใช่การไม่เกิดอะไรขึ้นเช่นกัน

ภาพแนวคิด: ฐานรากหินที่หยั่งรากลึกลงดินเปล่งแสงเป็นเส้นใยทอง ขณะที่ชั้นบนถูกคลื่นอนุภาคเจือจางพัดสลายไป

ภาพแนวคิด คือรากฐานที่หยั่งลึกและเชื่อมกันแน่น กับชั้นผิวที่ถูกพัดสลายได้ง่าย

วันที่ตลาดเชื่อว่าซอฟต์แวร์กำลังจะตาย

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 มูลค่าตลาดของหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์ เทคโนโลยีด้านกฎหมาย บริการการเงิน และการจัดการสินทรัพย์ หายไปราว 2.85 แสนล้านดอลลาร์ [1]

ตัวจุดชนวนไม่ใช่โมเดลใหม่ และไม่ใช่การสาธิตหวือหวา แต่เป็นชุดปลั๊กอินโอเพนซอร์สที่ Anthropic ปล่อยขึ้น GitHub เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 ซึ่งเขียนด้วย Markdown กับ JSON ธรรมดา [1]

ปลั๊กอินชุดนั้นให้ Claude ทำงานจริงได้ ตั้งแต่ตรวจสัญญา ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎ ตระเตรียมงานขาย รับเรื่องด้านกฎหมาย ไปจนถึงค้นคว้าภายในองค์กร งานที่อยู่กลางใจของผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่ราคาสูงที่สุด [1]

มันต่อยอดจาก Claude Cowork ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ agent ที่ Anthropic เปิดตัวก่อนหน้านั้นในปีเดียวกัน และทำงานหลายขั้นตอนข้ามเอกสาร เครื่องมือ และข้อมูลภายในได้ [1]

พอตลาดเชื่อมจุดได้ หุ้นกลุ่มกฎหมายถูกเทขายก่อน Thomson Reuters ลง 16% RELX ลง 14% ซึ่งเป็นวันที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 1988 Wolters Kluwer ลง 13% และ LegalZoom เสียมูลค่าไปราว 20% [1]

ความเสียหายลามไปที่อื่นด้วย ในเอเชีย บริษัทบริการไอทีอินเดียอย่าง Infosys ลงกว่า 7% และ Tata Consultancy Services ลงเกือบ 6% ขณะที่ตะกร้าหุ้นซอฟต์แวร์ของโกลด์แมน แซคส์ ลง 6% ในวันเดียว [1]

ตัวเลขที่ผมว่าสะท้อนอารมณ์ตลาดได้ดีที่สุดไม่ใช่ราคาหุ้น [2]

แต่คือ กองทุนป้องกันความเสี่ยงได้ชอร์ตหุ้นซอฟต์แวร์ไปแล้วราว 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ และความกังวลนี้เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์รอบล่าสุดด้วยซ้ำ [2]

ทำไมคนถึงเชื่อว่ามันจะตาย

ตรรกะฝั่งที่เชื่อว่าซอฟต์แวร์จะพัง

เหตุผลของฝั่งนี้ฟังขึ้นมาก ถ้าคุณมองซอฟต์แวร์เป็นเครื่องมือทำงาน

ตรรกะคือ ถ้า agent ทำงานค่าใช้จ่าย ทำกระทบยอดบัญชี จัดการขั้นตอนจัดซื้อ และจัดตารางพนักงานได้หมด [3]

แล้วคุณยังต้องจ่าย Workday หรือ SAP หรือ ServiceNow ทำไม [3]

เมื่อ agent ทำงานได้ ก็ไม่ต้องมีคนนั่งหน้าจอ เมื่อไม่มีคนนั่งหน้าจอ ก็ไม่ต้องซื้อที่นั่ง เมื่อไม่ต้องซื้อที่นั่ง รายได้แบบสมาชิกรายเดือนก็พังทลาย [3]

จุดที่ทำให้เรื่องนี้น่ากลัวกว่าที่คิด คือ Anthropic ไม่ได้ขายแค่ API แล้วปล่อยให้คนอื่นสร้างผลิตภัณฑ์ต่อ แต่ย้ายขึ้นไปชั้นบนของกองซอฟต์แวร์เอง [1]

แล้วฝั่งที่บอกว่าไม่จริงมีอะไร

ตัวเลขที่ฝั่งนี้ใช้เถียง

ฝั่งนี้ไม่ได้เถียงด้วยอารมณ์ แต่เถียงด้วยนิยามว่าซอฟต์แวร์องค์กรคืออะไรกันแน่

ตัวเลขแรกคือขนาดตลาด ตลาด enterprise application ทั่วโลกกำลังเข้าใกล้ 7 แสนล้านดอลลาร์ และยังโตใกล้ 13% ตลอดครึ่งปีแรกของ 2026 ซึ่งเป็นปีที่สามติดต่อกันที่โตระดับสองหลัก [3]

และมันไม่ใช่ตลาดที่โตเท่ากันทุกส่วน ขณะที่ Atlassian กับ Monday.com โตเกิน 20% ส่วนแพลตฟอร์มบริการลูกค้า (CRM) กับระบบบริหารคน (HCM) แทบไม่โตเลย [3]

ตัวเลขที่สองคือสิ่งที่ซอฟต์แวร์ทำจริง IDC เขียนตรง ๆ ว่าซอฟต์แวร์องค์กรไม่ใช่เครื่องจักรทำงาน แต่เป็นระบบบันทึกข้อมูล ระบบประสานงาน และกรอบกำกับข้อมูล [3]

มูลค่าจริงในระบบ ERP หรือระบบบริหารคนที่ใช้กันมานาน ไม่ได้อยู่ที่หน้าจอที่พนักงานกรอกใบสั่งซื้อ [3]

มันอยู่ที่ตัวแบบข้อมูล เส้นทางการตรวจสอบย้อนหลัง การตั้งสิทธิ์อนุมัติ โครงเชื่อมต่อกับระบบอื่นอีกหลายสิบระบบ และตรรกะขององค์กรที่สะสมอยู่ในระบบมาหลายปี [3]

งานพวกนี้ใช้เวลาเป็นปีในการประกอบ และมันไม่หายไปเพียงเพราะชั้นหน้าจอเปลี่ยนรูป [3]

ประโยคที่ผมคิดว่าคือหัวใจของเรื่องนี้ IDC เขียนว่า ถ้า agent หาความสามารถของคุณไม่เจอ เท่ากับความสามารถนั้นไม่มีอยู่ [3]

ฟังดูเหมือนข่าวร้ายสำหรับซอฟต์แวร์ แต่จริง ๆ มันกลับตรงกันข้าม [3]

ผู้ขายที่ตัวแบบข้อมูลและ API พร้อมให้ agent เรียกใช้ จะได้เปรียบขึ้น ส่วนผู้ขายที่ไม่พร้อมจะหายไปจากสายตา [3]

และมีหลักฐานว่ามันไม่ได้เป็นการป้องกันตัวด้วยความกลัว IDC ระบุว่า 32.8% ของบริษัทบอกว่ายินดีจ่ายแพงขึ้นอย่างน้อย 10% สำหรับ agent ที่ฝังอยู่ในแอปโดยตรง และ 18% ยินดีจ่ายแพงขึ้น 30% ขึ้นไป [3]

เสียงจากคนที่ลงเงินจริง

ตัวเลขจากสถาบันวิจัยมีน้ำหนัก แต่อีกฝั่งของเรื่องนี้มีคนที่ลงเงินจริงพูดไว้เหมือนกัน

Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia กล่าวในงานหนึ่งว่า แนวคิดที่ว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังเสื่อมถอยและจะถูก AI แทนที่นั้น ไร้เหตุผลที่สุดในโลก [2]

เขาแย้งว่า AI จะใช้และเสริมเครื่องมือซอฟต์แวร์ที่มีอยู่ ไม่ใช่รื้อสร้างใหม่ทั้งหมด [2]

Rene Haas ซีอีโอของ Arm Holdings ออกมาเห็นด้วยในสัปดาห์เดียวกันระหว่างการแถลงผลประกอบการ โดยบอกว่าการนำ AI มาใช้ในองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังไม่ได้พลิกทุกอย่างขนาดนั้น [2]

เขาอธิบายความตื่นตระหนกของตลาดรอบนี้ว่าเป็น micro-hysteria หรืออาการตื่นตระหนกเล็ก ๆ ที่ไม่สมสัดส่วนกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง [2]

แต่ฝั่งนี้ก็มีตัวเลขของตัวเองที่ต้องยอมรับเช่นกัน ดัชนีซอฟต์แวร์ของ S&P 500 ที่มี 140 บริษัท ลดลงกว่า 4% ในวันพฤหัสบดี และเป็นการลดติดต่อกันแปดวันติด [2]

และดัชนีนั้นลงไปแล้วราว 20% นับตั้งแต่ต้นปี [2]

ตัวเลขจากบริษัทจริง ทั้งสองแบบ

ถ้าอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ผมว่าดูตัวเลขที่บริษัทต้องรายงานต่อตลาดตรงไปตรงมาที่สุด

Salesforce ปิดปีงบประมาณที่จบวันที่ 31 มกราคม 2026 ด้วยรายได้ 41,500 ล้านดอลลาร์ โต 10% และมีมูลค่าสัญญาค้างส่งมอบ (RPO) รวม 72,400 ล้านดอลลาร์ โต 14% [4]

และที่สำคัญกว่าคือ Agentforce ทำรายได้ประจำรายปี (ARR) ได้ 800 ล้านดอลลาร์ โต 169% เทียบปีก่อน [4]

โดยปิดดีลไปแล้ว 29,000 ดีล เพิ่มขึ้น 50% จากไตรมาสก่อนหน้า และตัวเลขนี้มากกว่า 60% มาจากการขยายในลูกค้าเดิม [4]

ถ้ารวม Agentforce กับ Data 360 เข้าด้วยกัน ARR ทะลุ 2,900 ล้านดอลลาร์ โตกว่า 200% และ Salesforce เปิดตัวหน่วยวัดใหม่ชื่อ agentic work units โดยนับไปแล้ว 2,400 ล้านหน่วย [4]

ServiceNow ไตรมาส 2 ปี 2026 มีรายได้สมาชิกรวม 3,877 ล้านดอลลาร์ โต 24.5% และผลิตภัณฑ์ AI ทำ มูลค่าสัญญารายปี (ACV) ทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก [5]

ซีอีโอ Bill McDermott ระบุว่า การใช้งาน ServiceNow AI ในรูปแบบ agentic เพิ่มขึ้นเก้าเท่าในเก้าเดือน [5]

แล้วอะไรกำลังเปลี่ยนจริง ๆ

อ่านสองฝั่งคู่กัน ผมเห็นสี่อย่างที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ใช่การคาดการณ์

หนึ่ง หน่วยที่ขายเปลี่ยนจากที่นั่งเป็นผลลัพธ์ ฝ่ายบริหารของ ServiceNow ระบุว่า ครึ่งหนึ่งของธุรกิจใหม่ไม่คิดค่าที่นั่งแล้ว [6]

และ IDC ประเมินว่าการคิดราคาที่ผูกกับการใช้งานหรือผลลัพธ์ ซึ่งวันนี้มีแค่ 13% จะขยับเป็น 63% ภายในสิบปีข้างหน้า [3]

สอง ชั้นหน้าจอคือชั้นที่เสี่ยงที่สุด งานที่ทำซ้ำได้และไม่ได้เป็นเจ้าของข้อมูลอะไร ถูกลอกได้เร็วที่สุด

ฝั่งนี้มีหลักฐานจากราคาที่ผู้ขายเริ่มเปลี่ยนเอง [9]

ในเดือนมิถุนายน 2026 GitHub เลิกคิดราคาเหมาจ่ายสำหรับคำขอระดับพรีเมียม แล้วเปลี่ยนไปคิดตามโทเคนที่ใช้จริง [9]

Zendesk เปิดตัวการคิดราคาตามผลลัพธ์ และ Workday เปิดระบบเครดิตที่ยืดหยุ่นสำหรับความสามารถ AI ของตัวเอง [9]

สาม เรื่องนี้ตัดสินกันที่สัญญา ไม่ใช่ที่ตัวฟีเจอร์ เพราะใบอนุญาตแบบคิดตามที่นั่งมักผูกกับหน้าจอที่ agent ค่อย ๆ เลิกใช้ไป และผูกอยู่ในสัญญาหลายปีที่เซ็นไว้ก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมองเห็น [9]

นั่นแปลว่าการปรับตัวไม่ได้เกิดตอนติดตั้ง agent แต่เกิดตอนต่อสัญญา [9]

สี่ ผลกระทบไม่เท่ากันเลย IDC จัดอันดับ 18 ตลาดตามระดับความเป็น agent ตั้งแต่ชั้น Agent-Enhanced ขึ้นไป [3]

ห้อง Contact Center นำโด่งที่ 50% ในปี 2026 ขณะที่ Digital Commerce อยู่ที่ 4% ต่างกันสิบสองเท่าในปีเดียวกัน [3]

ตัวเลขที่ผมว่าสำคัญที่สุดในทั้งหมด

ฝั่งที่บอกว่าตายมีตัวเลขของตัวเอง และตัวเลขนั้นไม่ได้บอกว่าซอฟต์แวร์จะหายไป

Gartner ประเมินเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 ว่ามีการใช้จ่ายซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันองค์กรสูงถึง 2.34 แสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 [7]

ตัวเลขนั้นคิดเป็นราว 20% ของการใช้จ่าย SaaS ภายในปี 2030 และเป็นส่วนที่เสี่ยงถูกเปลี่ยนรูปแบบจากสิ่งที่ Gartner เรียกว่า agentic arbitrage [9]

แต่คำว่า arbitrage ในที่นี้แปลว่าเก็งส่วนต่าง ไม่ได้แปลว่าหายไป [9]

George Brocklehurst รองประธานฝ่ายจัดการของ Gartner อธิบายกลไกไว้ว่า ระบบ agentic ส่งมอบผลลัพธ์โดยตรง ข้ามแอปที่เน้นงานหน้าจอ และทำให้ซอฟต์แวร์ล่องหน [9]

ผลคือความเชื่อมโยงระหว่างจำนวนผู้ใช้กับรายได้ของผู้ขายขาดออกจากกัน [9]

และ Gartner ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าหายนะ แต่เรียกมันว่าการเปลี่ยนรูป [9]

ถ้าคุณจะจำตัวเลขได้เพียงตัวเดียวจากบทความนี้ ผมเลือกตัวนี้

Gartner ประเมินว่า 70% ของโครงการวิศวกรรมภาคสนามที่ผู้ขายนำ (vendor-led AI engineering excursions) จะถูกทิ้งภายในปี 2028 เพราะต้นทุนและผลลัพธ์ไม่คุ้มกัน [8]

Gartner ประเมินค่าที่ปรึกษาสำหรับงานแบบนี้ไว้สูงถึง 200,000 ดอลลาร์ต่อไตรมาสต่อกรณีการใช้งาน [8]

และปัจจุบันมีวิศวกรภาคสนาม (forward deployed engineer หรือ FDE) ที่ทำงานลักษณะนี้อยู่ราว 2,000 คน ขณะที่ความต้องการสูงกว่านั้นประมาณสี่เท่า [8]

ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าซอฟต์แวร์ตาย แต่บอกว่าบริษัทซื้อของที่ใช้ไม่ได้จริง

สองฝั่งวางเทียบกันในหน้าเดียว

ฝั่ง "ตาย"                        ฝั่ง "ไม่ตาย"
--------------------------------  --------------------------------
หุ้นหาย 2.85 แสนล้าน (3 ก.พ.)      ตลาดโตใกล้ 13% ครึ่งปีแรก 2026
หุ้นกฎหมายลง 13-20%                ตลาดรวมเข้าใกล้ 7 แสนล้าน
ชอร์ต 2.4 หมื่นล้านในปีนี้           Salesforce โต 10% · RPO 7.24 หมื่นล้าน
agent ทำงานแทนคนนั่งหน้าจอได้       Agentforce ARR 800 ล้าน โต 169%
                                    ServiceNow โต 24.5% · AI ACV 1 พันล้าน
                                    Gartner: 2.34 แสนล้านถูกคิดราคาใหม่
                                    Gartner: ไม่ใช่หายนะ แต่คือเปลี่ยนรูป
                                    IDC: ตัวแบบข้อมูลคือตัวสินค้า ไม่ใช่หน้าจอ
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

สรุปแบบไม่ต้องเชื่อผม

ผมไม่คิดว่าคำถามที่ถูกคือ "SaaS จะตายไหม" เพราะหลักฐานชี้ว่าคำตอบคือไม่ตาย [3]

คำถามที่ถูกกว่าคือ ซอฟต์แวร์ที่คุณจ่ายอยู่ทุกวันนี้ ทำอะไรจริง และถ้า agent เข้ามาแทนคนนั่งหน้าจอ มูลค่าของมันจะเหลือตรงไหน

ถ้าคำตอบของคุณคือ เหลือแค่หน้าจอที่สวย นั่นคือความเสี่ยงจริง

ถ้าคำตอบคือ เหลือข้อมูลที่ไม่มีที่อื่น การตรวจสอบย้อนหลังที่หน่วยงานต้องการ และเส้นทางเชื่อมต่อที่ประกอบมาเป็นปี นั่นคือส่วนที่ยังมีราคา [3]

ผมไม่ต้องให้คุณเชื่อข้อสรุปนี้ก็ได้ [3]

แต่ผมอยากให้คุณกลับไปเปิดบิลค่าซอฟต์แวร์เดือนล่าสุด แล้วถามตัวเองทีละรายการว่า ถ้าไม่มีคนกดใช้เลย ระบบนี้ยังมีค่ากับบริษัทคุณไหม

คำตอบของคำถามนั้น ตรงกว่าคำว่า SaaSpocalypse เยอะ


หมายเหตุ: นี่เป็นบทความแรกในชุด 3 บทว่าด้วย AI กับ SaaS บทต่อไปจะลงลึกเรื่องสัญญาและสิ่งที่ต้องถามก่อนเซ็น และบทที่สามจะว่าด้วยมุมของผู้ประกอบการไทย

เอกสารอ้างอิง

[1] Nickie Louise, "Anthropic's Claude plugins spark $285 billion software stock selloff as AI targets entire SaaS workflows", Tech Startups, 5 กุมภาพันธ์ 2026 (ค.ศ. 2026): https://techstartups.com/2026/02/05/anthropics-claude-plugins-spark-285-billion-software-stock-selloff-as-ai-targets-entire-saas-workflows/

[2] Dylan Butts, "AI fears pummel software stocks: Is it 'illogical' panic or a SaaS apocalypse?", CNBC, 6 กุมภาพันธ์ 2026 (ค.ศ. 2026): https://www.cnbc.com/2026/02/06/ai-anthropic-tools-saas-software-stocks-selloff.html

[3] Eric Newmark, "SaaSpocalypse: Catchy Title, Flawed Premise", IDC, 23 กันยายน 2026 (ค.ศ. 2026): https://www.idc.com/resource-center/blog/saaspocalypse-catchy-title-flawed-premise/

[4] Salesforce, "Salesforce Delivers Record Fourth Quarter Fiscal 2026 Results", Salesforce, 25 กุมภาพันธ์ 2026 (ค.ศ. 2026): https://www.salesforce.com/news/press-releases/2026/02/25/fy26-q4-earnings/

[5] ServiceNow, "ServiceNow Reports Second Quarter 2026 Financial Results", US SEC EDGAR, 22 กรกฎาคม 2026 (ค.ศ. 2026): https://www.sec.gov/Archives/edgar/data/1373715/000137371526000072/erq2fy26.htm

[6] Yahoo Finance, "ServiceNow, Inc. Q2 2026 Earnings Call Summary", Yahoo Finance, กรกฎาคม 2026 (ค.ศ. 2026): https://finance.yahoo.com/markets/stocks/articles/servicenow-inc-q2-2026-earnings-123000035.html

[7] Gartner, "Gartner Says $234 Billion in Enterprise Application Software Spend Is at Risk from Agentic AI", Gartner Newsroom, 1 กรกฎาคม 2026 (ค.ศ. 2026): https://www.gartner.com/en/newsroom/press-releases/2026-07-01-gartner-says-us-dollars-234-billion-in-enterprise-application-software-spend-is-at-risk-from-agentic-ai

[8] Matt Ashare, "Are forward deployed engineers flirting with failure?", CIO Dive, 1 ตุลาคม 2026 (ค.ศ. 2026): https://www.ciodive.com/news/can-forward-deployed-engineers-fdes-fix-ai-gartner/831833/

[9] Godwin Avodagbe, "Agentic arbitrage: $234 billion in SaaS spending at risk from your own AI agents", Godwin Avodagbe, สิงหาคม 2026 (ค.ศ. 2026): https://godwinavodagbe.com/agentic-arbitrage-234-billion-saas-spending

บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ - Nokka (นก-กา)

Top comments (0)