DEV Community

Nokka
Nokka

Posted on AI-assisted

ลิงก์ภายในเว็บยังสำคัญกว่าเดิม เมื่อ AI เป็นคนอ่านเว็บคุณ

ลิงก์ภายในเว็บยังสำคัญกว่าเดิม เมื่อ AI เป็นคนอ่านเว็บคุณ

โดย Nokka (นก-กา) | 15 กันยายน 2026

บทความนี้เขียนโดย AI (โมเดล deepseek-v4.1-flash ของผู้ให้บริการ ollama-cloud) ผ่าน Hermes Agent จาก Nous Research ตรวจสอบและเรียบเรียงโดย Nokka

Alex Lindley เขียนคู่มือลิงก์ภายในไว้บน Semrush โดยฉบับที่ผมอ่านระบุวันปรับปรุงล่าสุด 10 กันยายน 2026 และมีประโยคเปิดที่ตรงกับปัญหาจริง [1]

"เว็บที่มีกลยุทธ์ลิงก์ภายในอย่างตั้งใจ จะส่งสัญญาณที่ชัดเจนแก่ทั้งผู้ใช้และโปรแกรมรวบข้อมูล ว่าเพจใดสำคัญที่สุด"

และเขาก็พูดถึงฝั่งตรงข้ามทันที ลิงก์ภายในที่ไม่ดีนำไปสู่ เพจกำพร้า (orphan page) · ห่วงโซ่การเปลี่ยนเส้นทาง (redirect chain) · และ เพจที่ถูกฝังลึกเกินไป ซึ่งทั้งหมดกัดกร่อนการมองเห็นของเว็บ [1]

ลิงก์ภายในคืออะไร และมีกี่แบบ

ลิงก์ภายในคือไฮเปอร์ลิงก์ที่พาผู้ใช้ไปยังเพจอื่นบนเว็บเดียวกัน และช่วยให้โปรแกรมรวบข้อมูลกับ AI เข้าใจโครงสร้างเว็บ [1]

Lindley แบ่งเป็นสองกลุ่มที่ต่างกันโดยธรรมชาติ [1]

กลุ่ม เปลี่ยนตามเนื้อหาไหม ตัวอย่าง
structural ไม่เปลี่ยน คงที่ทั้งเว็บ เมนูหลัก · ส่วนท้าย · breadcrumb · แถบข้าง
contextual เปลี่ยนตามเนื้อหาแต่ละชิ้น ลิงก์ในเนื้อความ · ลิงก์ในปุ่มเรียกร้อง · ลิงก์บนรูป

จุดที่ควรสังเกต การแบ่งแบบนี้มีประโยชน์เพราะทั้งสองกลุ่ม ต้องทำคนละหน้าที่ กลุ่ม structural บอกว่าระบบมีอะไร กลุ่ม contextual บอกว่าหน้าที่กำลังอ่านอยู่เกี่ยวกับอะไร [1]

ลิงก์ภายในกับลิงก์ภายนอก ต่างกันตรงไหน

เขาวางตารางเทียบไว้ชัด และมีจุดที่คนมักสับสน [1]

หัวข้อ ลิงก์ภายใน ลิงก์ภายนอก
โดเมน โดเมนเดียวกัน ต่างโดเมน
จุดประสงค์ นำทาง · การมีส่วนร่วม · SEO · AEO ความน่าเชื่อถือ · อำนาจ · ทราฟฟิกอ้างอิง
ผลกระทบ ปรับ crawlability และกระจาย link equity เพิ่มความน่าเชื่อถือ

และประโยคที่ผมคิดว่าตอบคำถามที่คนถามบ่อย

"ลิงก์ภายในเก็บผู้เข้าชมไว้ในโดเมนของคุณ ซึ่งเพิ่มการมีส่วนร่วมและอัตราการแปลงได้"

ทำไมยังสำคัญในยุค AI

นี่คือส่วนที่ทำให้บทความนี้ต่างจากคู่มือ SEO ทั่วไป และเป็นเหตุผลที่ผมเลือกเขียน

Lindley ยกเหตุผลสามข้อ และข้อที่สองคือของใหม่ [1]

หนึ่ง: โปรแกรมค้นหาเข้าใจโครงสร้างเว็บ Google อธิบายเอง [2] ว่า "บางเพจเป็นที่รู้จักเพราะ Google เคยไปมาแล้ว เพจอื่นถูกค้นพบเมื่อ Google ดึงลิงก์จากเพจที่รู้จักไปยังเพจใหม่" [1]

สอง: แพลตฟอร์ม AI ค้นหา และข้อนี้สำคัญที่สุด

"ระบบเหล่านี้ดึงและอ้างข้อความ ไม่ใช่ทั้งเพจ เมื่อเพจในกลุ่มของคุณชี้ไปที่ pillar อย่างสม่ำเสมอ pillar นั้นจะกลายเป็นเพจที่มีโอกาสถูกอ้างเป็นแหล่งมากที่สุดในหัวข้อนั้น"

สาม: ผู้ใช้หาข้อมูลต่อได้ และอยู่บนเว็บนานขึ้น [1]

ประโยคที่สองคือคำตอบว่าเหตุใดงานนี้ยังต้องทำ เพราะ AI ไม่ได้อ่านทั้งเว็บเหมือนที่เราเข้าใจ แต่ ดึงเป็นท่อน ๆ และอ้างเป็นท่อน และลิงก์ภายในคือสิ่งที่บอกว่าท่อนไหนควรถูกอ้าง

ขั้นตอนสร้างกลยุทธ์ 7 ข้อ

Lindley วางกระบวนการไว้เป็นลำดับ และผมสรุปพร้อมสิ่งที่แต่ละขั้นทำ [1]

1 · วางโครงสร้างเว็บไซต์: โครงสร้างพีระมิด: ยอดคือหน้าแรกหรือ pillar · กลางคือหมวดย่อยหรือ cluster · ล่างคือหน้าเนื้อหาเฉพาะ [1]

รูปแบบที่พบบ่อยคือ hub-and-spoke โดยหน้าแรกเป็นศูนย์กลาง และเพจอื่นเป็นซี่ที่ชี้กลับขึ้นมา · มีแบบ silo ที่เพจในหัวข้อหนึ่งลิงก์หากันเองเป็นหลัก [1]

"ไม่ว่าจะเรียกชื่อไหน เป้าหมายเดียวกัน: เก็บเพจที่สำคัญที่สุดให้ห่างจากหน้าแรกแค่หนึ่งหรือสองคลิก และจัดเนื้อหาสนับสนุนเป็นหัวข้อที่ชัดเจน แทนการกระจายไปในหมวดที่ไม่เกี่ยวข้อง"

2 · หา pillar page: เพจที่ครอบคลุมหัวข้อกว้าง และลิงก์ไปยังเพจเฉพาะทาง (cluster) [1]

ตัวอย่างที่เขาใช้: "เครื่องซักผ้า" ได้ 14,800 การค้นหาต่อเดือนในสหรัฐ ซึ่งเป็นปริมาณที่สมเหตุสมผลสำหรับการทำ pillar page เฉพาะ [1]

และคำเตือนที่มีประโยชน์ "อย่าทำ pillar page ให้แคบเกินไป คุณต้องมี cluster เพจมากพอจะสนับสนุนมัน" [1]

3 · สร้าง topic cluster: แต่ละ cluster ลิงก์กลับไปหา pillar เพื่อเสริมความเกี่ยวข้องเชิงหัวข้อ [1]

และมีรายละเอียดที่เกี่ยวกับ AI โดยตรง

"โครงสร้างนี้ยังรับใช้แพลตฟอร์ม AI ค้นหาได้ดีด้วย เมื่อระบบแตกคำค้นออกเป็นคำถามย่อยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า query fan-out โครงสร้าง pillar-and-cluster จะบอกว่าหน้าไหนมีการครอบคลุมหัวข้อนั้นลึกและน่าเชื่อถือที่สุด"

4 · ใช้เพจที่มีอำนาจส่ง link equity: เพจที่มี backlink คุณภาพสูงสามารถส่งความน่าเชื่อถือไปยังเพจที่อ่อนกว่าได้ผ่านลิงก์ภายใน [1]

5 · หนุนเนื้อหาใหม่: เพจใหม่มี backlink น้อย ลิงก์ภายในคือสิ่งที่ทำให้มันถูกค้นพบและจัดอันดับ [1]

และเครื่องมือที่เขาแนะนำให้ใช้คือ site: operator ของ Google เพื่อหาเพจที่พูดถึงคีย์เวิร์ดเป้าหมายอยู่แล้ว [1]

6 · เลือก anchor text ให้ถูก และนี่คือส่วนที่จับต้องได้มากที่สุด [1]

anchor text ที่ดีควร สั้นไม่เกินห้าคำ · เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ "คลิกที่นี่" · ไม่ยัดคีย์เวิร์ดเกินจำเป็น [1]

และคำแนะนำเรื่อง nofollow ที่ผมคิดว่าหลายคนทำผิด

"เก็บลิงก์ภายในให้เป็น followed ตามค่าเริ่มต้น นั่นคือค่ามาตรฐาน ที่โปรแกรมค้นหาส่งความน่าเชื่อถือผ่านลิงก์ไปยังปลายทาง สงวน rel="nofollow" ไว้สำหรับเพจยูทิลิตี้ที่มีค่าน้อย อย่างหน้าเข้าสู่ระบบหรือตะกร้าสินค้า"

7 · เพิ่มลิงก์นำทาง: เมนูหลัก แถบข้าง หรือส่วนท้าย ที่คงอยู่ทุกหน้า [1]

และมีข้อเตือนเรื่อง AI crawler ที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในหัวข้อนี้

"AI crawler ไม่ได้ประมวลผล JavaScript เหมือนที่ Google ทำ ดังนั้นถ้าเมนูของคุณแสดงผลด้วย JavaScript ซึ่งพบบ่อยในเมนู dropdown และ hamburger crawler ส่วนใหญ่จะไม่เห็นมันเลย ทดสอบว่าเมนูของคุณปรากฏใน view-source ไม่ได้มีเพียงในหน้าแสดงผล"

นี่คือจุดที่คนพลาดมากที่สุด เพราะหลายเว็บสมัยใหม่ทำเมนูด้วย JavaScript ทั้งที่ Google ยังเห็นได้ แต่ AI crawler ไม่เห็น

เก้าปัญหาที่ควรตรวจและวิธีแก้

Lindley ยกเก้าปัญหาที่พบบ่อย ผมเลือกมาหกข้อที่ผมคิดว่าตรวจได้ทันที [1]

ปัญหา ทำไมเสียหาย วิธีแก้
ลิงก์ภายในเสีย คืนค่า 404 และไม่ส่งความน่าเชื่อถือเลย ลบหรือแทนที่ด้วยลิงก์ที่ยังมีชีวิต
ลิงก์ภายในมากเกินไป ทำให้ crawler สับสน และคนแยกไม่ออกว่าอะไรสำคัญ ลบตัวที่ไม่จำเป็นออก
nofollow ในลิงก์ภายใน บอก Google ว่าอย่าส่งความน่าเชื่อถือ ลบ rel="nofollow" ออก
เพจกำพร้า ไม่มีลิงก์จากเพจอื่นจึงถูกค้นพบยาก มักไม่ถูกจัดดัชนี ลิงก์จากเพจที่มีโครงสร้างอยู่แล้ว
มีลิงก์เข้าเพียงหนึ่งเส้น ดูไม่สำคัญในสายตาโปรแกรมค้นหา เพิ่มลิงก์เข้าจากเพจที่เกี่ยวข้อง
ความลึกเกิน 3 คลิก ส่งสัญญาณว่าเพจนั้นสำคัญน้อย ลิงก์ตรงจากเพจที่ห่างจากหน้าแรกคลิกเดียว

และปัญหาที่ห้าของเขามีตัวเลขที่น่าแปลกใจ "เพจที่มีลิงก์เข้าเพียงหนึ่งเส้น" เขาแสดงหน้าจอที่ระบุว่ามี 16 เพจ ในตัวอย่าง [1]

ส่วนอีกสามปัญหาที่เหลือ เกี่ยวกับการเปลี่ยนเส้นทางภายใน · ห่วงโซ่และลูปการเปลี่ยนเส้นทาง · และ ลิงก์บนหน้า HTTPS ที่ชี้ไป HTTP [1]

และตัวอย่างที่เขายกมาเรื่องห่วงโซ่อธิบายเข้าใจง่าย

"URL A คือ /about-the-company/ ต่อมาเปลี่ยนเส้นทางไป /about-us/ (URL B) แล้วถ้าคุณเปลี่ยน B เป็น /about/ (URL C) คุณก็สร้างห่วงโซ่ขึ้นมา แทนที่จะไปหน้าเป้าหมายโดยตรง ผู้ใช้ต้องผ่านหลายขั้น"

ข้อควรระวัง

หนึ่ง บทความนี้สรุปจากคู่มือของ Semrush ซึ่งเป็นบริษัทที่ขายเครื่องมือ SEO เครื่องมือที่แนะนำในบทความ (Site Audit · Keyword Strategy Builder · Backlink Analytics) เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทเองทั้งหมด [1]

สอง ผมไม่ได้ทดสอบเครื่องมือใด ๆ หรือตรวจเว็บไซต์จริง ทั้งหมดเป็นการรายงานจากแหล่งเดียว [1]

สาม ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างจากหน้าจอของเขา เช่น 954 ลิงก์เสีย · 164 ปัญหา nofollow · 6 เพจกำพร้า · 16 เพจที่มีลิงก์เข้าเส้นเดียว · 60 ห่วงโซ่ · 14,800 การค้นหาต่อเดือน เป็นข้อมูลจากบัญชีตัวอย่างของเขา ไม่ใช่สถิติอุตสาหกรรม [1]

สี่ วันที่ "10 กันยายน 2026" เป็นวันที่ปรับปรุงล่าสุด ไม่ใช่วันที่เผยแพร่ครั้งแรก ผมตรวจจากข้อมูลโครงสร้างของหน้าเว็บเอง พบว่าหน้านี้เผยแพร่ครั้งแรก 22 ธันวาคม 2023 และปรับปรุงล่าสุด 10 กันยายน 2026 (หน้าเว็บแสดงวันที่หลังไว้ใต้ชื่อผู้เขียน) [1]

ห้า ผมทำงานบนระบบที่ใช้โมเดล AI และเขียนบทความนี้ด้วยความช่วยเหลือของ AI [3]

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลองอ่านคู่กันดูครับ ลิงก์ภายในคือส่วนที่ AI หยิบไปใช้ ผมเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทความ งานไหนควรใช้ Loop งานไหนควรใช้ Graph พร้อมตัวอย่างจากของจริง ซึ่งอธิบายว่าการจัดโครงสร้างความรู้กับการจัดโครงสร้างงานต่างกันอย่างไร

แหล่งอ้างอิง

[1] Lindley, A., "Internal links: ultimate guide + strategies", Semrush Blog (ปรับปรุงล่าสุด 10 ก.ย. 2026; เผยแพร่ครั้งแรก 22 ธ.ค. 2023), https://www.semrush.com/blog/internal-links/

[2] "In-Depth Guide to How Google Search Works", Google Search Central (เข้าถึง ก.ย. 2026), https://developers.google.com/search/docs/fundamentals/how-search-works

[3] การเปิดเผยของผู้เขียน: บทความนี้เขียนโดยใช้ AI

Top comments (0)