DEV Community

Cover image for โมเดล Deep Learning เรียนรู้จากข้อมูลได้อย่างไร
Tawan Shamsanor
Tawan Shamsanor

Posted on • Originally published at aidevthai.com

โมเดล Deep Learning เรียนรู้จากข้อมูลได้อย่างไร

ไขความลับ Deep Learning: อนาคตของ AI อยู่ที่นี่!


สมองของคุณใช้พลังงานประมาณ 20 วัตต์ ในขณะที่ GPT-4 ต้องใช้ถึง 50,000 วัตต์ เพื่อทำงาน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพลังงานไฟฟ้า แต่เป็นตัวชี้วัดถึงความซับซ้อนและศักยภาพอันมหาศาลของเทคโนโลยี Deep Learning ที่กำลังขับเคลื่อนอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบัน

<div class="key-facts" style="background:#fffbeb;border-left:4px solid #f59e0b;padding:16px 20px;margin:20px 0;border-radius:6px;"><strong>Key Facts ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้</strong>
    <ul>
        <li>Geoffrey Hinton's 2006 paper on deep belief networks used only 3 hidden layers, yet sparked the modern deep learning revolution by solving the vanishing gradient problem that had stalled neural networks for 15 years.</li>
        <li>AlexNet ในปี 2012 ใช้เพียง 60 ล้านพารามิเตอร์เพื่อชนะ ImageNet ในขณะที่ GPT-4 ที่เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2023 มีพารามิเตอร์ประมาณ 1.76 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 29,000 เท่าภายใน 11 ปี</li>
        <li>NVIDIA H100 GPU ที่เปิดตัวในปี 2022 ให้ประสิทธิภาพ 3,958 teraflops สำหรับการฝึก Deep Learning ซึ่งเร็วกว่า A100 จากปี 2020 ถึง 6 เท่า ช่วยลดระยะเวลาการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่จากหลายเดือนเหลือเพียงไม่กี่สัปดาห์</li>
    </ul>
</div>

<p>Deep Learning เป็นส่วนหนึ่งของ Machine Learning ที่เลียนแบบการทำงานของสมองมนุษย์ในการประมวลผลข้อมูลและสร้างรูปแบบการเรียนรู้ Deep Learning เป็นหัวใจสำคัญของนวัตกรรม AI มากมายที่เราเห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการจดจำใบหน้า, การแปลภาษา, รถยนต์ไร้คนขับ หรือแม้แต่ AI สนทนาอย่าง <a href="https://chat.openai.com" rel="noopener">ChatGPT</a> และ <a href="https://gemini.google.com" rel="noopener">Gemini</a> ที่กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานและชีวิตประจำวันของเรา</p>
<p>บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงหลักการทำงานเบื้องหลังของโมเดล Deep Learning ว่ามันเรียนรู้จากข้อมูลได้อย่างไร ในแบบที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้หรือต่อยอดความสนใจของคุณในโลก AI ได้</p>

<h3>ทำไมเรื่องนี้สำคัญ?</h3>
<p>การเข้าใจกลไกของ Deep Learning ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ข้อมูลหรือวิศวกร AI เท่านั้น แต่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่ต้องการทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดอนาคตของเรา การรู้ว่า AI "คิด" อย่างไร จะช่วยให้คุณสามารถ:</p>
<ul>
    <li><strong>ประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของ AI ได้:</strong> เข้าใจว่า AI ทำอะไรได้บ้างและอะไรที่ยังทำไม่ได้</li>
    <li><strong>นำ AI ไปประยุกต์ใช้ในธุรกิจ:</strong> ค้นพบโอกาสใหม่ๆ ในการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรม</li>
    <li><strong>พัฒนาทักษะใหม่ๆ:</strong> หากคุณอยู่ในสายงานเทคโนโลยี การเข้าใจ Deep Learning คือใบเบิกทางสู่โอกาสทางอาชีพที่เติบโตอย่างรวดเร็ว</li>
    <li><strong>มีส่วนร่วมในการสนทนาเรื่อง AI อย่างมีข้อมูล:</strong> ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริยธรรม, ผลกระทบต่อสังคม หรืออนาคตของการทำงาน</li>
</ul>

<h3>สิ่งที่ต้องเตรียม</h3>
<p>แม้บทความนี้จะอธิบายในเชิงปฏิบัติ แต่การมีพื้นฐานเบื้องต้นจะช่วยให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ<strong>ความอยากรู้อยากเห็น</strong>ของคุณเอง</p>
<ul>
    <li><strong>พื้นฐานคณิตศาสตร์เบื้องต้น:</strong> เช่น พีชคณิต (การบวก, คูณ) และแนวคิดพื้นฐานของแคลคูลัส (อนุพันธ์) หากไม่เข้าใจทั้งหมดก็ไม่เป็นไร เราจะพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุด</li>
    <li><strong>ความเข้าใจแนวคิดพื้นฐานของ Machine Learning:</strong> เช่น การเรียนรู้แบบมีผู้สอน (Supervised Learning)</li>
    <li><strong>ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนโปรแกรม (ไม่จำเป็น แต่มีประโยชน์):</strong> โดยเฉพาะ Python และไลบรารีอย่าง TensorFlow หรือ PyTorch หากคุณต้องการลองสร้างโมเดลจริงในอนาคต</li>
    <li><strong>เครื่องมือ AI (สำหรับเสริมการเรียนรู้):</strong> คุณสามารถใช้เครื่องมือเหล่านี้เพื่อสอบถามเพิ่มเติม, สรุปแนวคิดที่ซับซ้อน หรือแม้แต่ช่วยเขียนโค้ดตัวอย่าง</li>
        <ul>
            <li><a href="https://chat.openai.com" rel="noopener">ChatGPT</a>: สำหรับคำถามทั่วไป, สร้างคอนเทนต์, ช่วยเขียนโค้ด</li>
            <li><a href="https://claude.ai" rel="noopener">Claude</a>: วิเคราะห์เอกสารยาวๆ, งานวิจัย, การให้เหตุผล</li>
            <li><a href="https://gemini.google.com" rel="noopener">Gemini</a>: งานที่ต้องใช้ข้อมูลหลากหลายรูปแบบ, การค้นคว้าข้อมูลผ่าน Google</li>
            <li><a href="https://perplexity.ai" rel="noopener">Perplexity</a>: ค้นคว้าข้อมูล, ตรวจสอบข้อเท็จจริง, งานวิชาการ</li>
            <li><a href="https://copilot.microsoft.com" rel="noopener">Microsoft Copilot</a>: สำหรับผู้ใช้ Microsoft 365, เข้าถึง GPT-4 ฟรี, เหมาะกับ workflow ในองค์กร (<a href="https://aidevthai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-microsoft-copilot-2026-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a1-%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89/">เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Microsoft Copilot</a>)</li>
        </ul>
</ul>

<h3>โมเดล Deep Learning เรียนรู้จากข้อมูลได้อย่างไร: 8 ขั้นตอนโดยละเอียด</h3>
<p>ลองจินตนาการถึงโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Network) ที่เป็นสมองกลจำลองที่มีหลายชั้น (Layer) เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Deep Learning มันเรียนรู้เหมือนเด็กที่เรียนรู้จากประสบการณ์ทีละเล็กทีละน้อยผ่านการลองผิดลองถูก นี่คือขั้นตอนที่มันทำ:</p>

<ol>
    <li><strong>ป้อนข้อมูลเข้าสู่ชั้นแรก (Input Layer):</strong>
        <p>ในขั้นแรก ข้อมูลที่เราต้องการให้โมเดลเรียนรู้จะถูกป้อนเข้าสู่ "เซลล์ประสาท" (neuron) ในชั้นต้นหรือที่เรียกว่า "ชั้นป้อนเข้า" (input layer) ข้อมูลเหล่านี้มักจะอยู่ในรูปของตัวเลข (numerical values) เช่น รูปภาพที่แปลงเป็นพิกเซล สีของพิกเซล เสียงที่แปลงเป็นคลื่นความถี่ หรือข้อความที่แปลงเป็นเวกเตอร์ตัวเลข</p>
        <p>เซลล์ประสาทแต่ละตัวในชั้นแรกจะได้รับค่าตัวเลขที่ถูกถ่วงน้ำหนัก (weighted numerical values) โดยน้ำหนักเหล่านี้เริ่มต้นด้วยค่าสุ่มระหว่าง -1 ถึง 1 การสุ่มค่าเริ่มต้นนี้มีความสำคัญ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการสำรวจความเป็นไปได้ทั้งหมดของโมเดล</p>
    </li>
    <li><strong>การประมวลผลภายในเซลล์ประสาทและการใช้ฟังก์ชันกระตุ้น (Activation Function):</strong>
        <p>เมื่อข้อมูลเข้ามาถึงเซลล์ประสาทแต่ละตัว (ในชั้นถัดจาก input layer) เซลล์ประสาทจะทำการคำนวณสองอย่างหลักๆ:</p>
        <ul>
            <li><strong>รวมผลรวมถ่วงน้ำหนัก (Weighted Sum):</strong> เซลล์ประสาทจะนำค่าที่ได้รับจากชั้นก่อนหน้าแต่ละค่า มาคูณด้วยน้ำหนักของมัน จากนั้นนำผลลัพธ์ทั้งหมดมารวมกัน และบวกเพิ่มด้วยค่า "bias" (ค่าคงที่ที่ช่วยให้โมเดลมีความยืดหยุ่นมากขึ้น)</li>
            <li><strong>ผ่านฟังก์ชันกระตุ้น (Activation Function):</strong> ผลรวมที่ได้จะถูกส่งผ่านฟังก์ชันกระตุ้น ซึ่งเป็นฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มความไม่เป็นเชิงเส้น (non-linearity) ให้กับโมเดล ทำให้มันสามารถเรียนรู้ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในข้อมูลได้ ฟังก์ชันที่นิยมใช้คือ ReLU (Rectified Linear Unit) ซึ่งจะแปลงค่าลบทั้งหมดให้เป็นศูนย์ และคงค่าบวกไว้เหมือนเดิม (<a href="https://aidevthai.com/category/explainer/">อ่านบทความเกี่ยวกับ AI Explainer เพิ่มเติม</a>)</p>
        </ul>
    </li>
    <li><strong>การส่งต่อข้อมูลไปยังชั้นต่อไป (Forward Propagation):</strong>
        <p>ผลลัพธ์ที่ได้จากการกระตุ้นของเซลล์ประสาทในชั้นปัจจุบันจะกลายเป็นอินพุตสำหรับเซลล์ประสาทในชั้นถัดไป กระบวนการคูณด้วยน้ำหนักและผ่านฟังก์ชันกระตุ้นจะทำซ้ำไปเรื่อยๆ จากชั้นหนึ่งไปยังอีกชั้นหนึ่ง กระบวนการนี้เรียกว่า "Forward Propagation" หรือการส่งผ่านไปข้างหน้า</p>
        <p>จำนวนชั้นเหล่านี้สามารถมีได้ตั้งแต่ 10 ถึง 100 กว่าชั้น ขึ้นอยู่กับความลึกและความซับซ้อนของโมเดล</p>
        <blockquote>Anthropic's Constitutional AI method ที่เผยแพร่ในเดือนธันวาคม 2022 สามารถลดเอาต์พุตที่เป็นอันตรายลงได้ถึง 52% เมื่อเทียบกับ RLHF แบบมาตรฐาน โดยให้โมเดลวิพากษ์วิจารณ์และแก้ไขการตอบสนองของตัวเองโดยใช้หลักการ 16 ประการ!</blockquote>
    </li>
    <li><strong>การสร้างผลลัพธ์และการคำนวณค่าความคลาดเคลื่อน (Loss Function):</strong>
        <p>เมื่อข้อมูลเดินทางผ่านทุกชั้นจนไปถึงชั้นสุดท้าย (Output Layer) โมเดลจะสร้างผลลัพธ์ออกมา ผลลัพธ์นี้คือ "การคาดการณ์" (prediction) ของโมเดล ตัวอย่างเช่น หากโมเดลถูกฝึกให้จดจำรูปภาพแมว ผลลัพธ์อาจจะเป็น "แมว" หรือ "ไม่ใช่แมว" พร้อมค่าความน่าจะเป็น</p>
        <p>ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับ "ค่าจริง" (true label) หรือคำตอบที่ถูกต้อง โดยใช้ "ฟังก์ชันความคลาดเคลื่อน" (Loss Function) ฟังก์ชันนี้จะคำนวณหาความแตกต่างเชิงตัวเลขระหว่างสิ่งที่เราคาดการณ์กับสิ่งที่เป็นจริง และสรุปออกมาเป็นคะแนนความผิดพลาด (error score) เพียงค่าเดียว ยิ่งคะแนนนี้ต่ำเท่าไหร่ โมเดลก็ยิ่งคาดการณ์ได้แม่นยำเท่านั้น</p>
    </li>
    <li><strong>การคำนวณ Gradient ด้วย Backpropagation:</strong>
        <p>นี่คือหัวใจสำคัญของการเรียนรู้! "Backpropagation" (การแพร่กระจายย้อนกลับ) เป็นอัลกอริทึมที่ใช้ในการคำนวณว่าน้ำหนักแต่ละตัวในโครงข่ายมีส่วนทำให้เกิดข้อผิดพลาดมากน้อยแค่ไหน มันทำได้โดยการประยุกต์ใช้กฎลูกโซ่ (chain rule) ของแคลคูลัส ย้อนกลับไปตั้งแต่ชั้นสุดท้ายไปจนถึงชั้นแรก</p>
        <p>พูดง่ายๆ คือ มันบอกเราว่า หากเราปรับน้ำหนักตัวนี้ไปในทิศทางใด ตัวเลขความผิดพลาดจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง และมากน้อยแค่ไหน</p>
    </li>
    <li><strong>การปรับน้ำหนักด้วย Optimizer:</strong>
        <p>เมื่อเราทราบแล้วว่าน้ำหนักแต่ละตัวควรปรับไปในทิศทางใด เราก็ใช้ <a href="https://aidevthai.com/category/ai-tools/">Optimizer</a> (ตัวปรับปรุง) เช่น Adam เพื่อปรับค่าน้ำหนักแต่ละตัว น้ำหนักจะถูกปรับเล็กน้อยโดยการลบ "gradient" (ความชันของฟังก์ชันความคลาดเคลื่อนเทียบกับน้ำหนัก) ซึ่งคูณอยู่กับ "อัตราการเรียนรู้" (learning rate)</p>
        <p>อัตราการเรียนรู้เป็นค่าเล็กๆ (ปกติอยู่ระหว่าง 0.0001 ถึง 0.01) ที่กำหนดว่าเราจะปรับน้ำหนักมากน้อยแค่ไหนในแต่ละครั้ง การปรับน้ำหนักนี้จะค่อยๆ ผลักดันให้น้ำหนักเข้าใกล้ค่าที่จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการคาดการณ์</p>
    </li>
    <li><strong>การทำซ้ำในรอบการฝึก (Training Epochs):</strong>
        <p>กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่การป้อนข้อมูล, Forward Propagation, คำนวณความคลาดเคลื่อน, Backpropagation, และการปรับน้ำหนัก จะถูกทำซ้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า "หลายพันถึงหลายล้านครั้ง" โดยแต่ละครั้งจะใช้ข้อมูลเพียงส่วนหนึ่งที่เรียกว่า "batch" (ชุดข้อมูลย่อย) ซึ่งมักจะมีขนาด 32 ถึง 512 ตัวอย่าง</p>
        <p>การที่โมเดลประมวลผลข้อมูลครบทั้งชุดหนึ่งรอบเรียกว่า "epoch" โมเดลอาจจะต้องทำหลายร้อยหรือหลายพัน epoch กว่าจะเรียนรู้ได้ดีพอ</p>
    </li>
    <li><strong>การทำให้โมเดลเสถียรและสรุปการเรียนรู้:</strong>
        <p>หลังจากผ่านการทำซ้ำหลายรอบ (หลาย epoch) ค่าน้ำหนักของโมเดลจะค่อยๆ "เสถียร" หรือหยุดเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ช่วยลดข้อผิดพลาดได้มากที่สุด ณ จุดนั้น โมเดลของเราก็พร้อมที่จะนำไปใช้ทำนายผลจากข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนได้</p>
        <p>ความสามารถของ <a href="https://aidevthai.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%a7-gemini-2026-%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b9%89%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%aa%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87/">Gemini</a> ในการทำความเข้าใจบริบทที่ซับซ้อนก็เป็นผลมาจากการฝึกอย่างเข้มข้นในลักษณะนี้</p>
    </li>
</ol>
<p>นี่คือกระบวนการเรียนรู้เบื้องหลังความฉลาดของ Deep Learning — การปรับเปลี่ยนค่าน้ำหนักนับล้านๆ ตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าจะสามารถจดจำรูปแบบและทำการคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ</p>

<h3>เคล็ดลับและ Prompt ที่ใช้งานได้จริง</h3>
<p>การเข้าใจทฤษฎีเป็นสิ่งที่ดี แต่การนำไปปฏิบัติและใช้เครื่องมือ AI มาช่วยจะทำให้คุณก้าวหน้าได้เร็วขึ้น นี่คือเคล็ดลับและ Prompt ที่คุณสามารถใช้กับ AI Tools ต่างๆ ได้</p>

<h4>เคล็ดลับทั่วไป</h4>
<ul>
    <li><strong>เริ่มต้นด้วยปัญหาที่เรียบง่าย:</strong> อย่าเพิ่งกระโดดไปสู่โมเดลที่ซับซ้อน เช่น การสร้าง AI พูดคุย ลองเริ่มจากการจำแนกรูปภาพง่ายๆ หรือการทำนายตัวเลขพื้นฐานก่อน</li>
    <li><strong>ใช้ชุดข้อมูลตัวอย่าง:</strong> เว็บไซต์อย่าง <a href="https://www.kaggle.com/" rel="noopener">Kaggle</a> มีชุดข้อมูลมากมายสำหรับการฝึก Deep Learning</li>
    <li><strong>ศึกษาโค้ดโอเพนซอร์ส:</strong> แพลตฟอร์มอย่าง <a href="https://github.com/" rel="noopener">GitHub</a> เต็มไปด้วยโปรเจกต์ Deep Learning ที่คุณสามารถเรียนรู้จากโค้ดได้</li>
    <li><strong>เข้าร่วมชุมชน AI:</strong> การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่สนใจในเรื่องเดียวกันสามารถช่วยให้คุณเรียนรู้ได้เร็วขึ้น</li>
    <li><strong>อย่ากลัวที่จะทดลอง:</strong> Deep Learning เป็นสาขาที่ขับเคลื่อนด้วยการทดลอง จงลองเปลี่ยนพารามิเตอร์ต่างๆ และสังเกตผลลัพธ์</li>
</ul>

<h4>Prompt ตัวอย่างสำหรับ AI Tools</h4>
<p>ใช้ AI Tools เช่น ChatGPT, Claude, หรือ Gemini เพื่อช่วยในการเรียนรู้และแก้ปัญหาของคุณ</p>
<ul>
    <li><strong>ทำความเข้าใจแนวคิด:</strong>
        <pre><code>"อธิบาย Backpropagation ให้ฉันเข้าใจง่ายๆ เหมือนกำลังอธิบายให้เด็กอายุ 10 ขวบฟัง โดยใช้ตัวอย่างเช่นการเล่นเกมทายผล"</code></pre>
        <pre><code>"เปรียบเทียบ ReLU และ Sigmoid activation functions ข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ และสถานการณ์ที่เหมาะสมกับการใช้งาน"</code></pre>
    </li>
    <li><strong>ช่วยในการเขียนโค้ด/แก้ไขโค้ด:</strong>
        <pre><code>"ฉันกำลังจะสร้างโครงข่ายประสาทเทียมแบบง่ายๆ ด้วย PyTorch เพื่อจำแนกภาพเสื้อผ้าจากชุดข้อมูล Fashion MNIST ช่วยเขียนโค้ดโครงสร้างพื้นฐานให้ฉันหน่อย"</code></pre>
        <pre><code>"โค้ด Python นี้มีข้อผิดพลาด 'IndexError: Target out of bounds' เกิดจากอะไร และจะแก้ได้อย่างไร? (แนบโค้ดของคุณ)"</code></pre>
    </li>
    <li><strong>การวิเคราะห์งานวิจัย:</strong> (เหมาะกับ Claude, Perplexity)
        <pre><code>"สรุปใจความสำคัญของงานวิจัยเรื่อง 'Attention Is All You Need' และอธิบายว่า Transformer architecture มีหลักการทำงานอย่างไร"</code></pre>
        <pre><code>"งานวิจัย 'Self-Supervised Learning for Speech Recognition' มีข้อจำกัดอะไรบ้าง และมีการเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร?"</code></pre>
    </li>
    <li><strong>สร้างเอกสารประกอบ:</strong>
        <pre><code>"ช่วยเขียนคำอธิบายสั้นๆ เกี่ยวกับโมเดล Deep Learning ที่ฉันได้สร้างขึ้นมา (อธิบายรายละเอียดโมเดล) สำหรับผู้บริหารที่ไม่ใช่สายเทคนิค"</code></pre>
    </li>
</ul>
<p>สำหรับคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ AI Tools ให้มีประสิทธิภาพ ลองดูบทความ <a href="https://aidevthai.com/geo-case-study/">54 บทความ 0 Traffic — ผมเปลี่ยนอะไรถึงโดน ChatGPT / Claude / Perplexity อ้างอิง</a> ที่อธิบายถึงกลยุทธ์การใช้งาน AI เพื่อสร้างคอนเทนต์คุณภาพ</p>

<h3>ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและวิธีแก้</h3>
<p>การเรียนรู้ Deep Learning ไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนย่อมเจออุปสรรค นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข</p>
<ul>
    <li><strong>Overfitting (โมเดลเรียนรู้ข้อมูลฝึกมากเกินไป):</strong>
        <ul>
            <li><strong>อาการ:</strong> แม่นยำมากบนข้อมูลฝึก แต่ประสิทธิภาพแย่บนข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยเห็น</li>
            <li><strong>วิธีแก้:</strong> เพิ่มข้อมูลฝึก, ใช้ Dropout (สุ่มปิดเซลล์ประสาทบางตัวเพื่อไม่ให้พึ่งพากันมากเกินไป), ใช้ Regularization (เพิ่มข้อจำกัดให้ค่าน้ำหนักไม่สูงเกินไป), Early Stopping (หยุดการฝึกเมื่อประสิทธิภาพบนข้อมูลตรวจสอบเริ่ม
Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode

Originally published on AI Dev Thai. Daily AI tutorials, coding guides, and tech insights in Thai.

Top comments (0)