โดย Nokka (นก-กา) | ตรวจข้อมูล 29 ต.ค. 2026
บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash · ผู้ให้บริการโมเดล: ollama-cloud) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ - Nokka (นก-กา)
วันที่ 28 ต.ค. 2026 เวลา 17:00 UTC หรือเท่ากับเที่ยงคืนของวันที่ 29 ตามเวลาไทย Google ประกาศโมเดลใหม่ชื่อ Gemini 4 Carbon โดย Koray Kavukcuoglu จาก Google DeepMind [1]
จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่ามันแรงขึ้น แต่คือ คนทั่วไปยังใช้ไม่ได้ ในวันเปิดตัว
Google ระบุว่าจะเปิดให้กลุ่มผู้ป้องกันไซเบอร์ก่อน แล้วค่อยขยายผ่านโปรแกรม Fairwind ก่อนถึงนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป [1]
บทนี้จะแยกให้เห็นว่าอะไรคือตัวเลขที่ตรวจสอบได้จากคนนอก และอะไรคือคำกล่าวอ้างของ Google เอง
Carbon คือโมเดลอะไร
frontier model ที่ต่อจาก Argon
Google นิยาม Carbon ว่าเป็น frontier model ตัวใหม่ที่แข็งที่สุดของบริษัท ด้านความสามารถไซเบอร์และงานที่ใช้เวลายาว [1]
มันต่อจาก Gemini 4 Argon ที่เปิดตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และใช้ราคาเปิดตัวเท่ากัน [1]
คำว่า "long horizon" ในที่นี้หมายถึงงานที่ agent ต้องทำต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ไม่ใช่แค่ตอบคำถามครั้งเดียว
Google เล่าว่าทีมภายในปล่อยให้ Carbon ทำงานหลายวันเพื่อไล่แก้บั๊กที่ซ่อนลึกในโค้ดเบสใหญ่ และในระบบระดับโลว์เลเวล [1]
อันดับที่ตรวจสอบได้จากคนนอก
Intelligence Index ที่ผมเปิดดูเอง
ตัวเลขที่ผมถือว่าแข็งที่สุดในประกาศนี้คืออันดับบน Artificial Analysis Intelligence Index
Google บอกว่า Carbon อยู่อันดับ 1 บนดัชนีเวอร์ชัน 5.0 ด้วยคะแนน 59 [1]
ผมไปเปิดเว็บ Artificial Analysis เอง แล้วพบว่า Gemini 4 Carbon (High) นำตารางด้วยคะแนน 59 และหน้าโมเดลระบุว่าอยู่อันดับ 1 จาก 52 โมเดลที่นำมาเทียบกัน [3]
จุดที่ควรสังเกตคือคำว่า High ในวงเล็บ ซึ่งหมายถึงการตั้งระดับการคิดของโมเดลไว้สูง ไม่ใช่โหมดประหยัด และอันดับนี้วัดจากชุดทดสอบของ Artificial Analysis ไม่ใช่ชุดทดสอบของ Google
บนหน้าเดียวกันยังระบุว่า Claude Opus 5.5 (max with fallback) เป็นอีกตัวที่อยู่ในกลุ่มหัวตาราง [2]
ส่วน WebDev Arena ซึ่งเป็นกระดานที่วัดงานเว็บโดยตรง Google บอกว่า Carbon กระโดดขึ้น 89 อีโลไปอยู่อันดับ 4 ที่ 1768 คะแนน [1] ตัวเลขนี้เป็นผลที่ Google วัดและรายงานเอง แต่กระดานเป็นของสาธารณะที่คนอื่นเข้าไปดูอันดับได้
แปลว่าการเป็นที่หนึ่งของ Carbon ไม่ได้ห่างจากคู่แข่งแบบขาดลอย แต่อยู่ในกลุ่มผู้นำเดียวกัน
ตัวเลขไซเบอร์ที่ต้องอ่านให้ดี
สามชุดทดสอบที่ Google ยกมา
Google ยกสามผลทดสอบหลักมาชู ซึ่งทั้งหมดเป็นการวัดโดยไม่ใส่ guardrail [1]
- SEC-bench Pro 88.2% วัดความสามารถในการหาช่องโหว่ในซอฟต์แวร์จริง [1]
- ExploitGym 54.8% วัดความสามารถในการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ [1]
- CWE-bench 71.0% วัดความสามารถในการเขียนแพตช์แก้ต้นเหตุ [1]
ตัวเลขทั้งสามนี้เป็นคำกล่าวอ้างของ Google เอง ผมยังไม่พบผลวัดอิสระจากบุคคลที่สามในวันที่เขียนบท
จุดที่ผมอยากให้สังเกตคือ ExploitGym ซึ่งวัดความสามารถในการโจมตี ไม่ใช่การป้องกัน และ Google เองก็ยอมรับว่าตัวเลขชุดนี้วัดแบบไม่มี guardrail [1]
ในมุมมองของผม การเปิดแบบจำกัดกลุ่มจึงสมเหตุสมผลด้านความปลอดภัย ไม่ใช่แค่จังหวะการตลาด
ราคา ความเร็ว และเงื่อนไข
ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
ราคาเปิดตัวเท่ากับ Argon คือขาเข้า 2 ดอลลาร์ ขาออก 10 ดอลลาร์ ต่อหนึ่งล้านโทเคน และส่วนที่แคชไว้ลด 95% [1]
เมื่อพ้นช่วงเปิดตัว ราคาจะขึ้นเป็น 4 ดอลลาร์ขาเข้า และ 20 ดอลลาร์ขาออก [1]
หน้าโมเดลของ Artificial Analysis ยืนยันราคา 4 และ 20 ดอลลาร์พร้อมส่วนลดแคช 95% และระบุว่า Carbon รับข้อความ รูป ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเป็นอินพุต มีหน้าต่างบริบท 1 ล้านโทเคน ผลิตข้อความได้ราว 99.8 โทเคนต่อวินาที และยังไม่มี API สาธารณะให้เรียกใช้ [3]
ลองคำนวณคร่าว ๆ ถ้างานหนึ่งใช้โทเคนขาเข้า 2 ล้านและขาออก 2 แสน ต้นทุนช่วงเปิดตัวจะอยู่ราว 6 ดอลลาร์ และหลังพ้นโปรจะเป็นราว 12 ดอลลาร์
ช่วงเปิดตัว: (2 x $2) + (0.2 x $10) = $6.00
หลังเปิดตัว: (2 x $4) + (0.2 x $20) = $12.00
ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าแคช ซึ่งถ้าใช้แคชหนักจะประหยัดได้มากในงานที่ส่ง context เดิมซ้ำ ๆ
ความปลอดภัยที่ Google เคลม
ลดการโกงและลดการพูดเกินจริง
นอกจากความเก่ง Google ยังเล่าถึงการลดพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเป็นส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าตัวเลข benchmark
- ความพยายามโกงบน Terminal-Bench 4.0 ลดเหลือ 0.4% และการโกงที่สำเร็จเหลือ 0.0% [1]
- สัญญาณเตือน misalignment ระดับรุนแรงในงานโค้ดภายในลดลงเกือบ 80% [1]
- คำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานรองรับลดลงราวครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับ Argon (Google เขียนว่า approximately 2x) [1]
- การทำงานเกินขอบเขตลดลง 26% และการทำงานได้ไม่ครบตามที่ขอลดลง 29% [1]
- อัตราการโจมตีสำเร็จของ Indirect Prompt Injection เหลือ 0.0% จาก 0.7% ของ Argon บนชุดทดสอบของ Gray Swan [1]
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลภายในของ Google ทั้งสิ้น และนี่คือจุดที่คนอ่านข่าวควรระวัง
ตัวเลขภายในที่ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าของจริงจะดีขึ้นเท่านั้น เพราะชุดทดสอบภายในมักถูกออกแบบจากโจทย์ที่ทีมรู้จักดีอยู่แล้ว
ทำไมเปิดตัวแบบจำกัด
ผู้ป้องกันก่อน ผู้ใช้ทั่วไปทีหลัง
Google ระบุว่ากำลังเข้าร่วมกระบวนการทดสอบโมเดลก่อนเปิดตัวแบบสมัครใจของรัฐบาลสหรัฐ และจะเริ่มให้กลุ่มผู้ป้องกันไซเบอร์ใช้ก่อนในสัปดาห์นี้ [1]
จากนั้นจะขยายผ่าน Fairwind Program ให้พาร์ตเนอร์ที่ไว้ใจได้ ก่อนเปิดให้นักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป [1]
การเรียงลำดับแบบนี้สะท้อนบทเรียนจากโมเดลสายโจมตีที่ผ่านมา คือความสามารถในการหาและใช้ช่องโหว่มีประโยชน์ทั้งสองทาง
ฝ่ายป้องกันได้เครื่องมือที่เร็วขึ้น แต่อีกฝ่ายก็ได้เช่นกัน การปล่อยให้ฝ่ายป้องกันก่อนจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในเชิงนโยบาย
ผลกับคนทำงานในไทย
สิ่งที่ทำได้ตอนนี้
ถ้าคุณรอใช้ Carbon ผ่าน Gemini API หรือแอป Gemini วันนี้ยังใช้ไม่ได้ และยังไม่มีวันที่ชัดเจน [1]
ตอนนี้ทำได้แค่เตรียมงานที่เหมาะกับโมเดลระดับนี้ไว้ เช่น งานตรวจช่องโหว่ในโค้ดเก่า งานรีแฟกเตอร์ระบบใหญ่ และงานที่ agent ต้องวิ่งหลายวัน
แต่ต้องวางแผนเรื่องต้นทุนด้วย เพราะราคาขาออก 20 ดอลลาร์ต่อล้านโทเคนเมื่อพ้นโปรจะแพงกว่าโมเดลเล็กหลายเท่า
ตัวอย่างภาพจินตนาการที่ผมใช้คิด: ทีมความปลอดภัยขนาดห้าคนมีโค้ดเบสเก่าสองล้านบรรทัด และต้องการสแกนหาช่องโหว่ทุกไตรมาส งานแบบนี้เหมาะกับโมเดลที่ทนงานยาว แต่ค่าใช้จ่ายจะขึ้นกับปริมาณโค้ดที่ส่งเข้าไป ไม่ใช่จำนวนคนในทีม
ข้อควรระวังในการอ่านประกาศแบบนี้
แยกคำกล่าวอ้างออกจากข้อเท็จจริง
ประกาศเปิดตัวโมเดลส่วนใหญ่มีโครงเดียวกัน คือชู benchmark ที่ตัวเองชนะ และเล่าเรื่องความปลอดภัยที่ตัวเองพัฒนา
ผมไม่ได้บอกว่า Google โกหก แต่ผมบอกว่าตัวเลขที่ไม่มีคนนอกวัดซ้ำ ควรถูกอ่านเป็นคำกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ตัวเลขที่ผมให้ค่าที่สุดในบทนี้จึงมีสองตัว คืออันดับบน Artificial Analysis ที่ผมเปิดดูเอง และราคาที่ระบุชัดทั้งช่วงโปรและหลังโปร
คำตอบของคำถามตั้งต้น
Gemini 4 Carbon คือโมเดล frontier ตัวใหม่ของ Google ที่เก่งด้านความปลอดภัยไซเบอร์และงานยาว ซึ่งนำอันดับ Artificial Analysis Intelligence Index ที่ 59 และจะเปิดให้กลุ่มผู้ป้องกันไซเบอร์ก่อนใคร
แต่มันยังไม่ได้เปิดให้คนทั่วไป และตัวเลขส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลจาก Google เอง
ถ้าจะสรุปเป็นประโยคเดียว Carbon คือการเดิมพันว่าโมเดลที่เก่งเรื่องโจมตี ควรถูกปล่อยให้ฝ่ายป้องกันถือก่อน
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "มันชนะ benchmark ไหม" แต่เป็น "เมื่อมันออกสู่สาธารณะ ใครจะได้ใช้มันก่อนกัน"
REF
[1] Google (28 ต.ค. 2026) · Gemini 4 Carbon: our next frontier model. https://blog.google/innovation-and-ai/models-and-research/gemini-models/introducing-gemini-4-carbon/
[2] Artificial Analysis (2026) · LLM models และ Intelligence Index. https://artificialanalysis.ai/models
[3] Artificial Analysis (2026) · Gemini 4 Carbon (High) model page. https://artificialanalysis.ai/models/gemini-4-carbon

Top comments (0)