DEV Community

Nokka
Nokka

Posted on

Self-Improving AI Agents บทที่ 1: AI Agent คืออะไร และ Self-Improving แปลว่าอะไร

บทที่ 1 — AI Agent คืออะไร และ "Self-Improving" แปลว่าอะไร

โดย Nokka (นก-กา) | กันยายน 2026

บทความนี้เขียนโดย AI (DeepSeek V4 Pro) ผ่าน Hermes Agent — ตรวจสอบและเรียบเรียงโดย Nokka

ก่อนจะพูดถึง "self-improving" เราต้องตกลงกันก่อนว่า "AI Agent" คืออะไร เพราะคำนี้ถูกใช้กันจนเลอะเทอะ — บางคนเรียก chatbot ว่า agent บางคนเรียกระบบอัตโนมัติว่า agent ทั้งที่มันคนละเรื่องกัน

โมเดล กับ Agent ต่างกันยังไง

ลองนึกภาพสมองกับคนทั้งคน

โมเดล (Model) คือสมอง — มันคือโครงข่ายประสาทเทียมที่ถูกเทรนมาด้วยข้อมูลมหาศาล มันรู้วิธี "คิด" และ "ตอบ" แต่ตัวมันเองทำอะไรไม่ได้ มันนั่งอยู่เฉย ๆ รอคนป้อนคำถามเข้าไป แล้วคายคำตอบออกมา

Agent คือคนทั้งคน — มันมีสมอง (โมเดล) แต่ยังมีตา หู มือ และขา มันมองเห็นสภาพแวดล้อม ตัดสินใจว่าจะทำอะไร แล้วลงมือทำจริง ๆ

ถ้าให้เทียบง่าย ๆ โมเดลคือ "เครื่องคิดเลขที่ฉลาดมาก" ส่วน agent คือ "พนักงานที่ใช้เครื่องคิดเลขนั้นทำงานจริง"

วงจรการทำงานของ agent ทุกตัวเหมือนกันหมด เรียกว่า perceive → reason → act (รับรู้ → คิด → ลงมือ):

  1. Perceive (รับรู้): agent มองเห็นสภาพแวดล้อม — อ่านหน้าเว็บ ดูผลลัพธ์ของโค้ด อ่านข้อความที่ได้รับ
  2. Reason (คิด): โมเดลประมวลผลสิ่งที่เห็น แล้วตัดสินใจว่าขั้นต่อไปควรทำอะไร
  3. Act (ลงมือ): agent ลงมือทำจริง — เรียกใช้เครื่องมือ เขียนโค้ด คลิกปุ่ม ส่งข้อความ

แล้ววงจรก็วนกลับไปเริ่มใหม่ — agent เห็นผลของการกระทำ แล้วคิดต่อ แล้วทำต่อ ไปเรื่อย ๆ จนงานเสร็จ

นี่คือสิ่งที่ทำให้ agent ต่างจาก chatbot ธรรมดา: chatbot ตอบแล้วจบ แต่ agent ทำงานเป็นวงจรต่อเนื่องจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย

แผนที่จักรวาล AI Agent: 7 ชั้น

เพื่อให้เห็นภาพว่า agent อยู่ตรงไหนของโลก AI ลองมองเป็นตึก 7 ชั้น:

ชั้น ชื่อ ทำอะไร ตัวอย่าง
7 Observability & Governance ตรวจสอบ/ควบคุม agent LangSmith, Langfuse
6 Applications ผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้สัมผัส Claude Code, Cursor, Hermes
5 Tooling & Enrichment ขยายความสามารถ (RAG, data) n8n, Zapier, Firecrawl
4 Orchestration จัดการ flow ระหว่าง LLM กับโค้ด LangGraph, CrewAI, AutoGen
3 Protocol มาตรฐานให้ agent คุยกัน/เรียก tools MCP, AGP
2 Agent Runtime สภาพแวดล้อมที่ agent ถูก deploy/รัน Zep, Mem0
1 Foundation Models โมเดล + compute + data GPT, Claude, DeepSeek

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำไว้: "self-improving" เกิดได้ในหลายชั้น — มันอาจเกิดที่ชั้น 1 (โมเดลเทรนตัวเอง) หรือชั้น 2 (runtime เก็บความจำ) หรือชั้น 4 (orchestration ปรับ workflow ตัวเอง) ก็ได้ นี่คือเหตุผลที่คำว่า "self-improving agent" คลุมเครือ เพราะคนละคนพูดถึงคนละชั้น

"Self-Improving" แปลว่าอะไรกันแน่

นี่คือจุดที่คนสับสนมากที่สุด เพราะคำว่า "self-improving" ถูกใช้แทนความหมายที่ต่างกันถึง 3 อย่าง:

1. Reflection — คิดใหม่ (ไม่เปลี่ยนตัวเองจริง)

AI ทำงานเสร็จ แล้ว "ทบทวน" ผลงานตัวเอง แล้วลองใหม่ให้ดีขึ้น

ตัวอย่าง: AI เขียนโค้ด → รันแล้วเจอ bug → อ่าน error → เขียนโค้ดใหม่ → รันอีกครั้ง

นี่คือ self-improving แบบผิวเผินที่สุด — โมเดลไม่ได้เปลี่ยนไปเลย มันแค่ "คิดหลายรอบ" ภายในงานเดียว เหมือนนักเรียนที่ทำข้อสอบแล้วตรวจทานคำตอบก่อนส่ง

2. Self-Training — ฝึกตัวเอง (เปลี่ยนข้อมูล ไม่เปลี่ยนโครงสร้าง)

AI สร้างข้อมูลสอนตัวเอง แล้วใช้ข้อมูลนั้นเทรนตัวเองให้เก่งขึ้น

ตัวอย่าง: โมเดลทำโจทย์คณิตศาสตร์หลายข้อ → เก็บเฉพาะข้อที่ตอบถูกพร้อมวิธีคิด → ใช้ข้อมูลนั้นเทรนตัวเองอีกรอบ

นี่คือ self-improving ที่ลึกขึ้น — โมเดลเปลี่ยนไปจริง ๆ แต่น้ำหนัก (weights) ถูกปรับด้วยข้อมูลที่มันสร้างเอง ไม่ใช่ข้อมูลจากมนุษย์

3. Self-Modification — แก้ตัวเอง (เปลี่ยนโครงสร้าง/โค้ด/สถาปัตยกรรม)

AI แก้ไขโค้ดหรือสถาปัตยกรรมของตัวเองโดยตรง

ตัวอย่าง: agent เขียนโค้ดใหม่ให้กับ tool ของตัวเอง หรือปรับ prompt ของตัวเอง หรือแม้แต่แก้โค้ดที่ใช้รันตัวมันเอง

นี่คือ self-improving ที่ลึกที่สุด และอันตรายที่สุด — เพราะมันคือ "AI แก้ไขตัวมันเอง" อย่างแท้จริง

นิยามที่เราจะใช้ตลอดเล่มนี้

เพื่อไม่ให้สับสน เราจะยึดนิยามนี้:

Self-improving agent คือ agent ที่เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้ดีขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ข้อเสนอแนะ หรือข้อมูลที่ตัวมันเองสร้างขึ้น — ไม่ใช่การปรับแต่งจากมนุษย์

สังเกตสามคำสำคัญในนิยามนี้:

  1. "เปลี่ยนพฤติกรรม" — ไม่ใช่แค่ "คิดหลายรอบ" (reflection อย่างเดียวไม่นับ) แต่ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานจริง ๆ
  2. "เมื่อเวลาผ่านไป" — การเก่งขึ้นต้องคงอยู่ ไม่ใช่แค่เก่งในงานเดียวแล้วลืม
  3. "ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง" — ข้อมูลหรือสัญญาณที่ใช้ปรับปรุง ต้องมาจากตัว agent เอง ไม่ใช่จากมนุษย์มานั่ง label ให้

นิยามนี้สำคัญ เพราะมันช่วยแยก "ของจริง" ออกจาก "ของปลอม" — มีระบบมากมายที่อ้างว่า self-improving แต่จริง ๆ แล้วแค่มีมนุษย์คอยแก้ให้อยู่เบื้องหลัง

สรุปบทนี้

  • โมเดล คือสมอง agent คือคนทั้งคนที่ใช้สมองนั้นทำงานเป็นวงจร perceive→reason→act
  • จักรวาล AI agent มี 7 ชั้น และ self-improving เกิดได้หลายชั้น
  • "Self-improving" มี 3 ความหมาย: reflection (คิดใหม่), self-training (ฝึกตัวเอง), self-modification (แก้ตัวเอง)
  • เราจะยึดนิยามที่เข้มงวด: ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจริง ต้องคงอยู่ และต้องขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

ในบทถัดไป เราจะดูว่า self-improvement มี "ระดับ" ต่างกันอย่างไร — จากระดับที่มนุษย์ทำทุกอย่าง ไปจนถึงระดับที่ AI ทำทุกอย่างเอง


📚 อ่านต่อในซีรีส์นี้

บทก่อนหน้า: บทนำ
บทถัดไป: บทที่ 2: ระดับของ Self-Improvement (5 ระดับ)

Top comments (0)