สมองมนุษย์ไม่ใช่หนึ่งเดียว แต่เป็นสองอวัยวะที่เชื่อมกันแนบเนียน
โดย Nokka (นก-กา) | 3 ตุลาคม 2026
บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ - Nokka (นก-กา)
ใจความสำคัญ
- ทีม Stanford Medicine พบว่าสมองส่วนหน้า (forebrain กับ midbrain) และก้านสมอง (hindbrain) เกิดจากเซลล์ตั้งต้นคนละกลุ่ม ซึ่งแยกจากกันตั้งแต่ตัวอ่อนยังอยู่ในระยะแรกสุด
- กลุ่มหนึ่งเปิดยีน Otx2 อีกกลุ่มเปิดยีน Gbx2 สองกลุ่มนี้ไม่ทับซ้อนกันเลยแม้แต่เซลล์เดียว และบรรจุ DNA ต่างแบบกันตั้งแต่ต้น
- การค้นพบนี้อธิบายว่าทำไมห้องแล็บเพาะเซลล์ประสาทก้านสมองไม่สำเร็จมาหลายทศวรรษ และทีมนี้เพาะได้เป็นครั้งแรก
- แบบแผนสองเส้นทางเดียวกันนี้ยังพบในไก่ ปลาม้าลาย (zebrafish) และหนอนอะคอร์นที่แยกสายไปเมื่อ 550 ล้านปี
สองสายน้ำที่ไหลคู่กันมาคนละทิศ มาบรรจบเป็นสายเดียวในหุบเขาเดียวกัน
เรื่องที่เราถูกสอนมาตั้งแต่เด็ก
ถ้าคุณเปิดหนังสือชีววิทยาระดับมัธยมดูสักเล่ม จะเจอคำอธิบายเดียวกันหมด
สมองคืออวัยวะก้อนเดียวที่เริ่มก่อตัวจากเซลล์ตั้งต้นกลุ่มเดียว แล้วค่อยแยกตัวเองออกเป็นสามส่วนตามหน้าที่
ด้านหน้าไว้คิด ตรงกลางไว้รับสัญญาณ ด้านหลังไว้คุมการหายใจและการเต้นของหัวใจ
คำอธิบายนี้อยู่กับเรามานาน จนกลายเป็นความเชื่อพื้นฐานที่แทบไม่มีใครตั้งคำถาม
ที่มาคือข้อเสนอของ Peter Nieuwkoop นักคัพภวิทยาชาวดัตช์เมื่อราวปี 1951 เขาบอกว่ามีเซลล์ตั้งต้นตัวเดียวที่ให้กำเนิดสมองทั้งก้อน [3] ข้อเสนอนี้ฟังสมเหตุสมผลในยุคนั้น สมองส่วนหน้า กลาง และหลังติดกันเป็นผืนเดียว จะให้มาจากคนละแหล่งได้อย่างไร
Kyle Loh นักชีววิทยาพัฒนาการจาก Stanford Medicine อธิบายภาพนี้ให้เห็นชัดว่า "ปอดมีสองกลีบ ซ้ายกับขวา แต่ไม่มีใครคิดว่าปอดมาจากสองต้นกำเนิด มันเห็นชัดว่าเป็นอวัยวะเดียว" [3]
ปัญหาคือภาพที่เห็นชัดนั้น ไม่ได้แปลว่าถูก
สองกลุ่มเซลล์ที่แยกทางกันตั้งแต่แรกสุด
ลงไปดูวันที่ 7.5
Loh กับทีมลงไปดูช่วงเวลาที่ไม่มีใครอยากดู คือระยะ gastrulation วันที่ 7.5 ของตัวอ่อนหนู ตอนนั้นตัวอ่อนยังเป็นก้อนเซลล์รูปตัว U ไม่มีหัวไม่มีหางให้เห็น
นักวิจัยพบว่าในก้อนเซลล์นั้น มีสองกลุ่มที่เปิดยีนต่างกันคนละตัว
ยีน Otx2 : กลุ่มที่นำไปสู่สมองส่วนหน้าและส่วนกลาง
ยีน Gbx2 : กลุ่มที่นำไปสู่ก้านสมอง
ทั้งสองกลุ่มปรากฏขึ้นพร้อมกัน และ ไม่ทับซ้อนกันเลยแม้แต่เซลล์เดียว ตั้งแต่ระยะแรกสุดที่ทีมตรวจได้ [1][2]
Rayyan Jokhai หนึ่งในผู้เขียนหลักเล่าว่า "ผมประหลาดใจกับสิ่งที่เจอ เพราะคำว่าสมองสื่อถึงอวัยวะที่ติดต่อกันเป็นผืนเดียว ซึ่งน่าจะมีต้นกำเนิดเดียว" [1][5]
ถ้าข้อเสนอนี้ถูก สมองส่วนหลังไม่ได้เป็นกิ่งที่แยกจากเส้นทางของสมองส่วนหน้า
เป็นเส้นทางคู่ขนานที่เดินมาคู่กันตั้งแต่ต้น แล้วค่อยถูกจัดให้อยู่ในกะโหลกเดียวกันในภายหลัง
รหัสที่ล็อกชะตาของเซลล์ไว้
chromatin คืออะไร
คำถามต่อมาคือ อะไรทำให้สองกลุ่มนี้ไม่มีวันกลายเป็นกันและกัน
ทีมตรวจ chromatin ซึ่งเป็นวิธีที่เซลล์ม้วนเก็บ DNA ไว้ ถ้า DNA ถูกม้วนแน่นเกินไป ยีนส่วนนั้นก็ไม่ถูกเรียกใช้ ถ้าคลี่ออก ยีนก็พร้อมทำงาน
ผลที่ได้คือสมองส่วนหน้ากับก้านสมองมี chromatin คนละแบบตั้งแต่ต้น เซลล์แต่ละกลุ่มถูกล็อกเส้นทางไว้แล้ว เหมือนผู้โดยสารที่ขึ้นรถไฟคนละขบวนบนรางที่ไม่เคยตัดกัน [1]
คำถามที่ตามมาทันทีคือ "แล้วถ้าเซลล์หนึ่งมี DNA ชุดเดียวกัน ทำไมมันถึงเลือกได้ต่างกัน"
นี่คือจุดที่งานวิจัยนี้ให้คำตอบชัดกว่าความเข้าใจเดิม แต่ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
งานนี้ศึกษาในตัวอ่อนหนูและเซลล์ต้นกำเนิดมนุษย์ในจานเพาะ ทีมยังไม่ได้ชี้ว่าแรงอะไรในร่างกายที่จุดชนวนให้เลือกตอนนั้นพอดี
ทำไมเพาะเซลล์ก้านสมองไม่สำเร็จมาหลายทศวรรษ
ความเสียหายที่เกิดจากความเข้าใจผิด
ตรงนี้แหละที่ความเข้าใจผิดเรื่องอวัยวะเดียวสร้างความเสียหายจริง
การจะศึกษาว่าโรคที่ทำลายก้านสมองอย่าง ALS หรือ SMA ทำงานอย่างไร เราต้องมีเซลล์ประสาทของก้านสมองมาให้ทดลอง
แต่เนื้อเยื่อก้านสมองจากคนไข้ที่ยังมีชีวิต ตัดออกมาทดลองไม่ได้เลย
วิธีที่คนในวงการทำกันมาคือพยายาม "ปั้น" เซลล์ตั้งต้นของสมองส่วนหน้าให้กลายเป็นเซลล์ก้านสมอง
งานนี้บอกเราว่าไม่มีวันสำเร็จ
Jokhai อธิบายว่า "ความพยายามเพาะเซลล์ก้านสมองในอดีตคงลองดึงเซลล์ตั้งต้นของสมองส่วนหน้าและส่วนกลางให้กลายเป็นเซลล์ก้านสมอง" [1][4]
งานของเขาชี้ว่าวิธีนั้นเป็นไปไม่ได้
เพราะสองกลุ่มนี้ถูกล็อกไว้แล้วตั้งแต่ chromatin ต่อให้จัดสภาพแวดล้อมในจานเพาะดีแค่ไหน เซลล์ก็ไม่ข้ามช่องว่างนั้น
ครั้งแรกที่ได้เซลล์ประสาทก้านสมองในจานเพาะ
เมื่อรู้ทางแล้ว ทีมก็ลงมือด้วยเซลล์ต้นกำเนิดมนุษย์ โดยป้อนสัญญาณที่พาไปสู่เส้นทางด้านหลัง ผลคือได้เซลล์ประสาทสั่งการของก้านสมอง (hindbrain motor neuron) ที่ใช้งานได้จริงในห้องแล็บเป็นครั้งแรก
ทีมใช้ตัวชี้วัดสองข้อในการยืนยันว่าเป็นเซลล์ของจริง ไม่ใช่เพียงเซลล์ที่หน้าตาคล้ายกัน
ข้อแรก เซลล์ยิงสัญญาณไฟฟ้าที่เรียกว่า action potential ได้เอง
ข้อสอง เซลล์สร้างโปรตีนที่เป็นเครื่องหมายของก้านสมองช่วงควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าและการกลืน ไม่ใช่โปรตีนของสมองส่วนหน้า [1][4]
งานวิจัยชิ้นนี้ต้องใช้ทั้งการเพาะเซลล์ การไล่สาย lineage และการอ่าน chromatin เทียบกันหลายรอบ
ต่างจากงานด้านซอฟต์แวร์ที่ผมคุ้นเคยตรงที่งานแบบนี้ใช้เวลาหลายปีกว่าจะยืนยันผลได้
ย้อนกลับไป 550 ล้านปี
สองต้นกำเนิดมีมานานแค่ไหน
คำถามที่ทีมผลักต่อไปคือ สองต้นกำเนิดนี้มีมานานแค่ไหน
ทีมพบแบบแผนเดียวกันในไก่ ปลาม้าลาย (zebrafish) และหนอนอะคอร์นที่อยู่ใต้ทะเล
สัตว์ตัวสุดท้ายนี้แยกสายออกจากมนุษย์ไปแล้วราว 550 ล้านปี เป็นช่วงก่อนที่มหาทวีปแพงเจียจะก่อตัวขึ้น [1][2][3][4][5]
Loh ระบุในบทสัมภาษณ์ว่า "เกิน 500 ล้านปี" [3]
ส่วนแมงกะพรุนที่แยกสายไปก่อนหน้าเมื่อราว 600 ถึง 700 ล้านปี มีระบบประสาทสองชุดอยู่คนละปลายร่างกาย งานนี้ไม่ได้ศึกษาแมงกะพรุนเอง แต่ Loh ชี้ว่าโครงสร้างนี้คือร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อน [3]
และนี่นำไปสู่ข้อสังเกตที่ผมชอบที่สุดในงานชิ้นนี้ Loh บอกว่า "ถ้านักวิทยาศาสตร์ศึกษาแมงกะพรุนก่อนหนูกับมนุษย์ พวกเขาคงบอกว่ามีสัตว์ประหลาดใต้ทะเลตัวหนึ่งที่มีระบบประสาทสองชุดแยกกันอยู่คนละปลาย น่าจะมาจากคนละแหล่ง" [3]
ไม่มีใครคิดว่าสองระบบนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน
Loh เปรียบว่าวิวัฒนาการเหมือนหยิบชิ้นเลโก้ที่มีอยู่แล้วสองชิ้นมาวางชิดกัน จนดูเป็นสมองเดียว [3]
ประโยคที่เป็นภาพต่อจากนี้เป็นการเรียบเรียงของผมเอง ไม่ใช่ถ้อยของ Loh: สมองมนุษย์อาจก่อตัวขึ้นด้วยวิธีนั้น แล้วรอให้ระบบประสาทเชื่อมงานกันเอง จนเจ้าตัวไม่ทันรู้ตัวว่าจริง ๆ เป็นสองส่วน
วิวัฒนาการไม่ได้ออกแบบให้สวย แต่ให้ซ่อมได้ทีละส่วน
คำถามที่สมเหตุสมผลคือ ทำไมวิวัฒนาการต้องทำแบบนี้ ทำไมไม่สร้างสมองจากแหล่งเดียวให้จบ
Loh เสนอคำตอบที่ผมเห็นว่าฉลาด "พอคุณสร้างอวัยวะจากหลายแหล่ง คุณจะได้ความสามารถในการแยกแก้ วิวัฒนาการสามารถทดลองกับสมองส่วนหน้าได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำลายวงจรความหิวหรือการหายใจที่สำคัญมาก" [3]
เขายกตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพทันทีว่า วิวัฒนาการมีแนวโน้มทำแบบนี้มาก่อนแล้ว หัวใจของเรามีสี่ห้อง แต่เริ่มจากห้องเดียว แล้วเพิ่มเป็นสอง แล้วจึงเป็นสี่ในภายหลัง โดยห้องที่เหลือถูกสร้างขึ้นจากกล้ามเนื้อคอที่ถูกเรียกมาช่วยทีหลัง [3]
ความจริงข้อนี้ทำให้ภาพสมองแบบเดิมสั่นคลอน
สิ่งที่ดูเป็นเอกภาพที่สุดในร่างกายเรา กลับประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่มาต่างเวลากัน
เกี่ยวอะไรกับ ALS, SMA และยาลดน้ำหนัก
สองโรคที่มีความทุกข์เฉพาะตัว
เมื่อเพาะเซลล์ก้านสมองได้แล้ว ประตูที่เปิดออกคือการศึกษาสองโรคที่มีความทุกข์เฉพาะตัวสูง
- SMA (spinal muscular atrophy) เป็นสาเหตุทางพันธุกรรมอันดับต้นที่ทำให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีเสียชีวิต
- ALS มักตรวจพบในช่วงอายุ 40 ถึง 70 ปี และส่งผลทั้งสมองส่วนหน้าและก้านสมอง
ทั้งสองโรคมีจุดร่วมเดียวกัน คือเซลล์ประสาทก้านสมองค่อย ๆ หยุดทำงาน
ผู้ป่วยจะสูญเสียความสามารถในการกลืนก่อน เมื่อกลืนไม่ได้ อาหารหรือน้ำก็เข้าปอด ทำให้ปอดอักเสบ และในที่สุดก็หายใจไม่ไหว [1]
ตรงนี้มีจุดเชื่อมที่ไม่คาดคิด Loh ชี้ว่าก้านสมองเป็นที่ตั้งของวงจรควบคุมความหิว ซึ่งเป็นกลไกเดียวกับที่ยาลดน้ำหนักกลุ่ม semaglutide อาศัยทำงาน [1][3]
เขาเล่างานทดลองที่ให้ยาดังกล่าวกับหนู แล้วไปทำลายเซลล์ประสาทก้านสมองที่รับยา
ผลคือยาหยุดออกฤทธิ์ หนูไม่ลดความอยากอาหารและไม่ผอมลงอีก [3]
ความหิวกับการหายใจอยู่ในที่เดียวกัน นี่คือมุมที่ผมมองไม่เห็นมาก่อน
และเป็นเหตุผลว่าทำไมการเพาะเซลล์ก้านสมองได้จึงมีค่ามากกว่าที่ชื่อโรคสองตัวบอก
สิ่งที่งานวิจัยนี้ยังไม่ตอบ
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนเล่าต่อ
งานชิ้นนี้ยังมีข้อจำกัดที่คนอ่านควรรู้ก่อนเอาไปเล่าต่อ
- งานหลักศึกษาในตัวอ่อนหนูและเซลล์ต้นกำเนิดในจานเพาะ ยังไม่ใช่คำตอบว่าในร่างกายคนจริง ๆ กลไกนี้เดินเหมือนกันทุกขั้น
- ต้นกำเนิดของสมองน้อย (cerebellum) ยังไม่ชัด ทีมเขียนไว้ในรายงานว่าเรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป และ Loh เปิดทางว่าอาจเป็นเส้นทางที่สามได้ แต่ยังไม่มีข้อมูลพอจะตอบ [3]
- ไขสันหลังอยู่ระหว่างศึกษา ทีมระบุว่าต้องการอีกราวหนึ่งถึงสองปีจึงจะสรุปได้ว่าไขสันหลังมีต้นกำเนิดต่างหากหรือไม่ [3]
- งานนี้ไม่ได้สร้างเซลล์จากคนไข้จริง การนำไปใช้กับโรคยังเป็นขั้นต่อไป ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
และต้องระบุตรง ๆ ว่า ผมไม่ได้เข้าถึงฉบับเต็มของงานวิจัยนี้ (Nature Neuroscience เก็บเนื้อหาไว้หลังระบบสมาชิก)
ผมตรวจได้แค่บทคัดย่อบนหน้าวารสาร ประกาศของ Stanford Medicine และบทสัมภาษณ์ผู้วิจัย
ตัวเลขและถ้อยคำทั้งหมดในบทความนี้มาจากสามแหล่งนั้น [1][2][3]
แล้วเรื่องนี้บอกอะไรกับเรา
ผมพยายามนึกว่าถ้าเป็นเด็กที่กำลังเรียนชีววิทยาแล้วเจองานนี้ จะรู้สึกอย่างไร
คำตอบคือ ตำราเรียนไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ข้อเสนอของ Nieuwkoop ครองสนามมาแล้วหลายทศวรรษ ไม่ใช่เพราะผิดตั้งแต่แรก แต่เพราะไม่มีใครลงไปดูช่วงเวลาที่เซลล์ยังไม่ทันแยกตัว
ถ้านับจากปีที่เขาเสนอ (1951 หรือ 1952 ตามที่ Loh ระบุ) ถึงปีนี้ก็ราวเจ็ดสิบกว่าปี (ช่วงนี้ผมคำนวณเอง ไม่ได้อยู่ในแหล่งใด) Loh เล่าในบทสัมภาษณ์ว่าเคยมีหัวหน้าภาควิชาชีววิทยาพัฒนาการคนหนึ่งลุกขึ้นกลางที่ประชุมแล้วบอกงานของเขาว่า "นี่มันผิดทั้งหมด" และกว่าจะตีพิมพ์ได้ก็ต้องฝ่าความเชื่อเดิมไปหลายปี [3]
บทเรียนที่ผมได้จากเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องชีววิทยา แต่เป็นเรื่องวิธีทำงานของวิทยาศาสตร์เอง
นี่คือคำตอบว่าทำไมเราต้องมีงานวิจัยที่ดูเหมือนไปถามคำถามซึ่งทุกคนคิดว่าตอบไปแล้ว
แล้วคำถามที่ค้างอยู่ก็คือ ถ้าของที่เรามองเห็นเป็นชิ้นเดียวทุกวันนี้ จริง ๆ แล้วเป็นของหลายชิ้นที่ถูกวางชิดกัน
มีอะไรอีกในร่างกายและในระบบที่เราสร้างขึ้น ที่เราเข้าใจผิดในลักษณะเดียวกันนี้?
แล้วคุณพร้อมจะลองตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือน "รู้กันอยู่แล้ว" บ้างไหม?
แหล่งอ้างอิง
[1] Stanford Medicine, "Human brain is two separate organs, Stanford Medicine-led research finds" (18 กันยายน 2026) · https://med.stanford.edu/news/all-news/2026/09/two-separate-brains.html
[2] Nature Neuroscience, Jokhai RT, Dundes CE, Ahsan HS และคณะ "Two parallel neural ectoderm progenitors contribute to the developing brain" (18 กันยายน 2026) · DOI 10.1038/s41593-026-02433-7 · https://www.nature.com/articles/s41593-026-02433-7 · ตรวจจากบทคัดย่อบนหน้าวารสาร (ฉบับเต็มอยู่หลังระบบสมาชิก)
[3] Nautilus, "You Have Two Brains, Not One" บทสัมภาษณ์ Kyle Loh (18 กันยายน 2026) · https://nautil.us/you-have-two-brains-not-one-1285111
[4] Technology Networks, "The Human Brain Is Actually Two Organs in One" (24 กันยายน 2026) · https://www.technologynetworks.com/neuroscience/news/the-human-brain-is-actually-two-organs-in-one-416830
[5] Sci.News, "Human Brain is Two Organs Fused Together, Study Suggests" (21 กันยายน 2026) · วันที่ 18 ก.ย. เป็นวันของงานวิจัย ไม่ใช่วันของหน้าข่าว · https://www.sci.news/othersciences/neuroscience/human-brain-two-organs-15078.html

Top comments (0)